แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอกสารบรรยาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอกสารบรรยาย แสดงบทความทั้งหมด

5 ตุลาคม 2556

BUS 6010 : เอกสารบรรยาย Micro(3) 02/10/2556

ครั้งที่ี 2  02/10/2556 เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro) รศ.อติ 


บทที่ 3 ความยืดหยุ่น
--------------------------
ความยืดหยุ่น
- ความยืดหยุ่นของอุปสงค์
- ความยืดหยุ่นของอุปทาน
- ประโยชน์จากการศึกษาเรื่องความยืดหยุ่น


ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Elasticity of demand)
หมายถึง เปอร์เซนต์หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อตัวแปรอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดปริมาณเสนอซื้อนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซนต์

Ed  =   เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอซื้อ
             เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า

Ed   =  ∆Q x P   =  
Q2 - Q1 x P1
            ∆P    Q        P2 - P1    Q1

 Ed  =  dQ x P1

            dP    Q1

การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา

1). ความยืดหยุ่นแบบจุด (Point elasticity of demand)
เป็นการคำนวนณหาค่าความยืดหยุ่น ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์ซึ่งเป็นกรณีที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่ในทางทฤษฎีถือว่ามีผลทำให้ปริมาณเสนอซื้อเปลี่ยนแปลงไปด้วย
สูตรที่ใช้ในการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นแบบจุดคือ

Ed  =   ∆Q x P   =  Q2 - Q1 x P1
            ∆P    Q        P2 - P1    Q1

ตัวอย่างเช่น
กำหนดให้ Qx = 600 - 50 Px  ถ้าราคาสินค้า x เปลี่ยนจากชิ้นละ 5 บาท เป็น 6 บาท จงคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่่อราคาสินค้า x ณ ระดับราคา 5 บาท

Px1 =  5 บาท  : Qx1  = 600 - 50(5)
                             = 600 - 250
                             = 350
ณ ระดับ
Px2  = 6 บาท : Qx2  = 600 - 50(6)
                            = 600 - 300
                            = 300
จากสูตร
 Ed  =  Q2 - Q1 x P1
             P2 - P1    Q1
Ed   =  300 - 350  x    5 
               6 - 5           350 
        =  -50 ( 1 )
                    70 
        = -0.71

ถ้าราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากจนมีค่าใกล้ 0 เราสามารถใช้วิธีอนุพันธ์ โดยการหาค่าความยืดหยุ่นได้ดังนี้ 

Ed   =   dQx x Px
             dPx    Qx

จากสมการอุปสงค์ต่อราคา Qx = 600 - 50Px ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เมื่อราคาสินค้า X เท่ากับ 5 คำนวณได้ดังนี้

Ed   =  d(600 - 50Px)  x  Px
            dPx                  Qx
        =  d(-50Px)  x  Px
            dPx          Qx       

        =  -50 x        5            
                       600 - 50(5)
        = -0.71

คำอธิบาย:

ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาเมื่อราคาสินค้า X เท่ากับ คือ 0.71 (ไม่คิดเครื่องหมายลบ) ซึ่งแสดงว่าถ้าราคาสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า X จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามเท่ากับร้อยละ 0.71

ในกรณีที่สมการอุปสงค์ประกอบด้วยตัวแปรอิสระหลายตัว เช่น Qx = 2000 - 100Px + 150Py + 300Y + 200A เราสามารถคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ต่อราคาได้โดยวิธีอนุพันธ์ย่ิอย

Ed  =  ∂Qx  x  Px
           ∂Px      Qx

2). ความยืดหยุ่นแบบช่วง (Are elasticity of demand) 
เป็นการคำนวณค่าความยืดหยุ่น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์

สูตรที่ใช้ในการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นแบบช่วงคือ

Ed  =   ∆Q/Q
            ∆P/P

               Q2 - Q1    
            (Q2 + Q1) /2
       =  ------------------
                 P2 - P1    
             (P2 + P1) /2

Ed  =  Q2 - Q1  x  P2 + P1
           Q2 + Q1     P2 - P1

Ed  =  
∆Q   x  P2 + P1   
           ∆P       Q2 + Q1 

Ed  =  dQ  x  P2 + P1
           dP      Q2 + Q1

ตัวอย่างเช่น
สมมติให้ราคาสินค้า X 1ลดลงจาก 10 บาท เป็น 6 บาท ปริมาณซื้อที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า X เพิ่มขึ้นจาก 1,400 หน่วย เป็น 1,800 หน่วย เราสามารถคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์จากราคา 10 บาท เป็น 6 บาท ดังนี้

Ed  =  Q2 - Q1  x  P2 + P1
           Q2 + Q1     P2 -  P1
       
       =  1,800  - 1,400   x  6 + 10
            1,800 + 1,400      6 - 10 
       
       =     400    x   16
            3,200       (-4)
    
       =  -0.5

คำอธิบาย:
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา = -0.5 หมายความว่าในช่วงราคา 10 บาท ถึง 6 บาท โดยเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า X ร้อยละ 1 จะมีผลทำให้อุปสงค์ต่อสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามเท่ากับร้อยละ 0.5 เมื่อกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่

ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา

Ed >1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นมาก (Relatively elastic) หมายความว่า เปอร์
เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อมากกว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า

Ed < 1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นน้อย (Relatively inelastic) หมายความว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อน้อยกว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า

Ed = 1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นคงที่ (Unitary elastic) หมายความว่า เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อเท่ากับเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า

Ed = 0 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลยหรือไม่ยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly inelastic) หมายความว่าปริมาณเสนอซื้อไม่เปลี่ยนแปลงเลย แม่ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

Ed =  เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly elastic) หมายความว่า ณ ระดับราคานั้นๆ ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าราคาสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยจะไม่ซื้อเลย


การหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาโดยวิธีเรขาคณิต

















ถ้าเราต้องการหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาจาก OE เป็น OA หรือหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ณ จุด C เราจะได้ว่า

Ed  =   ∆Q  x  P 
            ∆P      Q
       =  -OD x OE
            AE     OD
       =  -OE
            AE
       = -CD
            AE 
       = -BC
           AC

ลักษณะของเส้นอุปสงค์ต่อราคากับค่าความยืดหยุ่น

เส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์
 
(Perfectly elastic : Ed = ∞ ) 
เส้นอุปสงค์ในกรณีนี้ จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนราคาทุกๆจุดบนเส้นอุปสงค์จะมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับ ∞ ตลอดทั้งเส้น
เส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์


เส้นอุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลย (Perfectly inelastic : Ed =0)
กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนปริมาณทุกๆ จุดบนเส้นอุปสงค์ จะมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับศูนย์ตลอดทั้งเส้น
เส้นอุปสงค์ต่อราคาไม่มีความยืดหยุ่นเลย

เส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นเท่าหนึ่ง (Unitary elastic Ed = 1)
กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง Rectangular hyperbola ทุกๆจุดบนเส้ิุนอุปสงค์มีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับหนึ่งตลอดทั้งเส้น

ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาและรายรับรวม (Total revenue : TR)

ความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นของอุปสงค์กับรายรับรวมเมื่อราคาเปลี่ยนแปลง
ราคา Ed = 1 Ed < 1 Ed > 1
สูงขึ้น TR คงที่ TR เพิ่มขึ้น TR ลดลง
ลดลง TR คงที่ TR ลดลง TR เพิ่มขึ้น

Ed > 1  =>  %Q  > %P
PQ    => TR
PQ    => TR

Ed < 1  =>  %Q  < %P
PQ    => TR
PQ    => TR

D ต่อราคา
ทดแทนกันได้มาก         =>  Ed > 1
สัดส่วนต่อรายได้น้อย   =>  Ed < 1
สินค้าจำเป็น                  =>  Ed < 1
เวลาน้อย                       =>  Ed < 1

** ขาดตัวอย่าง **

ปัจจัยกำหนดค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
1) ความสามารถในการใช้ทดแทนกันของสินค้า
2) มูลค่าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนของรายได้
3) สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าจำเป็น

ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้  (Income elasticity of demand) : Ey
หมายถึง เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์โดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่

Ey  =   เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอซื้อ
                เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงรายได้

Ey   =   ∆Q/Q
             ∆y/y
        =  ∆Q  x  Y
            ∆y       Q

หรือ Ey    =  dQ   x  Y
                    dy        Q

Ey    =  Q2 - Q1   x  y2 - y1
            Q2 + Q1      y2 - y1

Ey    = dQ  x  y2  + y1
           dy      Q2  + Q1  

ตัวอย่างเช่น สมมติให้บริษัทที่ปรึกษาทางด้านวิจัยแห่งหนึ่ง สำรวจข้อมูลการตลาดย้อยหลังเมื่อ 2 ปีก่อนพบว่าในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของผู้บริโภคเท่ากับ 60,000 บาท ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าของบริษัท A จำนวน 90,000 ชิ้นต่อปี แต่ปลายปีนี้พบว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของผู้บริโภคเท่ากับ 64,000 บาท บริษัท A ขายสินค้าได้ถึง 100,000 ชิ้นต่อปี ถ้าให้ปัจจัยอื่นๆคงที่ เราสามารถหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อหน่วยรายได้ ได้ดังนี้

Ed  =  Q2 - Q1   x  y2  -  y1
          Q2 + Q1      y2  +  y1
 
       =  100,000  -  90,000   x   64,000 - 60,000
           100,000  +  90,000       64,000 + 60,000

       =    10,000   x   124,000
            190,000         4,000

        =   1.63

ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (Ey) เท่ากับ 1.63 หมายความว่าเมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปร้อยละหนึ่ง จะมีผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าของบริษัท A เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ  1.63 และเนื่องจากค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้มีเครื่องหมายบวก แสดงว่าสินค้านี้จัดได้ว่าเป็นสินค้าปกติ (Normal goods) เพราะการเปลี่ยนแปลงของปริมาณอุปสงค์สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ในทิศทางเดียวกัน

ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นหรือความยืดหยุ่นไขว้ (Cross elasticity of demand) หมายถึง เปอรืเซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่งเมื่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์ โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่

Exy  =   เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอซื้อสินค้า X
                      เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า Y

สูตรที่ใช้คำนวณหาค่าความยืดหยุ่นไขว้
ความยืดหยุ่นไขว้แบบจุด
เป็นการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นไขว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์หรือเรียกว่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในสินค้า X ต่อราคาสินค้า y

Exy   =   ∆Qx  x  Py
             ∆Py       Qx
หรือ
Exy   =  dQx  x  Py
             dPy      Qx

ความยืิดหยุ่นไขว้แบบช่วง
เป็นการคำนวณหาค่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในสินค้า X ต่อราคาสินค้า y ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์

Exy   =  Qx2  -  Qx1    x    Py2 + Py1
             Qx2  + Qx1          Py2 -  Py1

ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้า A และ B พบว่าเมื่อเขาตั้งราคาสินค้า B ชิ้นละ 7,000 บาท เขาจะขายสินค้า A ได้จำนวน 35,000 ชิ้นต่อเดือน แต่เมื่อบริษัทขึ้นราึคาขายสินค้า B เป็นชิ้นละ 7,700 บาท ยอดขายสินค้า A ของบริษัทลดลงเหลือเพียง 28,000 ชิ้นต่อเดือน โดยที่ปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อยอดขายของสินค้า A ยังคงที่ จงคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ไขว้ของสินค้า A และอธิบายความสัมพันธ์ของสินค้าทั้งสอง

Ed   =   Qx2  -  Qx1   x Py2  + Py1
             Qx2  + Qx1      Py2  - Py1
   
        =  28,000 - 35,000  x   7,700 - 7,000
            28,000 + 35,000      7,700 + 7,000

        =  -7,000   x  14,700
             63,000         700

        = -2.33

ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์สินค้า A ต่อราคาสินค้า B เท่ากับ -2.33 หมายความว่า เมื่อราคาสินค้า A เปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีผลให้อุปสงค์สินค้า B เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้าม 2.33 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องหมายลบแสดงให้เห็นว่าสินค้า A และ B มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นสินค้าประกอบกัน

ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Elasticity of supply)
หมายถึง ค่าทที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณเสนอขายของสินค้า โดยจะดูว่าเมื่อกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่ ในขณะใดขณะหนึ่ง ผู้ขายจะเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขายสินค้านั้นไปกี่เปอร์เซ็นต์ หากราคาสินค้าชนิดนั้นเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์

Es  =  เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอขายสินค้า
               เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า

การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน

1). ความยืดหยุ่นแบบจุด (Point elasticity of supply) 
เป็นการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปทาน สูตรที่ใช้ในการคำนวนณคือ

Es   =   ∆Q  x  P
            ∆P      Q  
หรือ
Es   =  dQ   x  P
           dP      Q
     
2). ความยืดหยุ่นแบบช่วง (Are elasticity of supply)
เป็นการคำนวนหาค่าความยืดหยุ่น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปทาน สูตรที่ใช้ในการคำนวน ได้แก่

Es  =  Q2  -  Q1    x   P2  + P1
           Q2  + Q1         P2  -  P1  

ค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน

อุปทานที่มีความ

20 กันยายน 2556

BUS 6010 : เอกสารบรรยาย Micro(2) 18/09/2556

ครั้งที่ 1 18/09/2556
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์ อุปทานและดุยลภาพ, การประยุกต์เพื่อใช้ในการตัดสินใจ


บทที่ 2 
การวิเคราะห์อุปสงค์ อุปทานและดุยลภาพ,
 การประยุกต์เพื่อใช้ในการตัดสินใจ
-----------------------
การวิเคราะห์อุปสงค์
- อุปสงค์ (Demand)
- อุปทาน (Supply)
- ภาวะดุลยภาพ
- การประยุกต์วิธีการวิเคราะห์ดุลยภาพไปใช้ในกรณีต่างๆ

อุปสงค์ (Demand) 
อุปสงค์ หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้า หรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งของผู้บริโภค ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยมีอำนาจซื้อหรือมีความสามารถในการตอบสนองความต้องการนั้นๆ

ประเภทของอุปสงค์
1. อุปสงค์ที่เกิดขึ้นจริง (Effective Demand)
หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นจริงๆ อันเนื่องจาก
- ความเต็มใจที่จะซื้อ
- ความสามารถที่จะซื้อ
- สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

2. อุปสงค์ศักยภาพ (Potential Demand)
หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าที่เป็นไปได้ ตามศักยภาพหรือความสามารถในการซื้อ คือ การที่มีอำนาจซื้อ แต่ยังไม่มีความต้องการซื้อในขณะนี้

3. อุปสงค์ทางตรง (Direct Demand)
หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าขั้นสุดท้ายของผู้บริโภค

4. อุปสงค์สืบเนื่อง (Derived Demand)
หมายถึง ความต้องการซื้อวัตถุดิบไปผลิตสินค้าที่ผู้บริโภคมีความต้องการ

5. อุปสงค์ส่วนบุคคล (Individual Demand)
เป็นความต้องการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งของผู้บริโภคแต่ละคน ณ ระดับราคาใด ราคาหนึ่ง

6. อุปสงค์ของตลาด (Market Demand)
เป็นความต้องการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งของผู้บริโภคในตลาดรวมกัน ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง

7. อุปสงค์ที่มีต่อหน่วยธุรกิจ (Firm Demand)
เป็นความต้องการซื้อสินค้าในตลาดที่ผลิตโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์ 
- PA     ราคาสินค้าชนิดนั้น
- PB     ราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
- T      รสนิยม
- Y     รายได้
- Pop จำนวนประชากร
- A     การโฆษณาประชาสัมพันธ์

ฟังก์ชั่นอุปสงค์ (Demand function)
หมายถึง สมการที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ กับปัจจัยต่างๆ ที่กำหนดความต้องการซื้อ

อุปสงค์ที่มีต่อสินค้า A = f(ราคาสินค้าA, ราคาสินค้าB, รสนิยม, รายได้, จำนวนประชากร, ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์)

DA = f(PA, PB, T, Y, Pop, A)

DA = f(PA) ฟังก์ชั่นอุปสงค์ต่อราคา

DA = f(Y) ฟังก์ชั่นอุปสงค์ต่อรายได้

DA = f(PB) ฟังก์ชั่นอุปสงค์ไขว้

กฎของอุปสงค์ (Law of Demand)
หมายถึง กฎที่ว่าด้วยระบบความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้ากับปริมาณความต้องการซื้อสินค้านั้น ซึ่งกฎนี้จะกล่าวไว้ว่า "ราคาและปริมาณความต้องการซื้อสินค้าจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม"
ราคาสินค้า => ความต้องการซื้อ 
ราคาสินค้า => ความต้องการซื้อ 

ตารางอุปสงค์ (Demand Schedule)
ตารางอุปสงค์ คือ ตารางที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณความต้องการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง
ราคา (P) ความต้องการซื้อ (Q)
10 40
20 30
30 20
40 10

เส้นอุปสงค์ (Demand Curve)
หมายถึง เส้นที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้ากับปริมาณความต้องการซื้อ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆ คงที่
การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์ (Change in quantity demand)
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความต้องการซึ่ง อันเนื่องมาจากการเปลี่ยน แปลงราคาสินค้านั้นๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงบนเส้นอุปสงค์เส้นเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงปริมาณอุปสงค์ (Change in quantity demand)
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความต้องการซื้อ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้านั้นๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงบนเส้นอุปสงค์เส้นเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงเส้นอุปสงค์ (Change in demand)
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความต้องการซื้อสินค้าโดยที่ราคาสินค้ามิได้เปลี่ยนไปแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงปัจจัยอื่นๆ ตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวมีผลให้เส้นอุปสงค์เปลี่ยนๆปทั้งเส้น

ปัจจัยที่ทำให้เส้นอุปสงค์เปลี่ยนแปลง
1. ราคาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง
   1) สินค้าทดแทนกัน (Substitution goods)

  2) สินค้าที่ต้องใช้ประกอบกัน (Complementary goods)
2. รายได้
  1) สินค้าปกติ (Normal goods)

 2) สินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior goods)

3. รสนิยม

4. จำนวนปะชากร

5. ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

อุปสงค์ส่วนบุคคล (Individual demand)
หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งของผู้บริโภคคนใดคนหนึ่ง ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง

อุปสงค์ตลาด (Market demand)
หมายถึง ความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคทุกคนรวมกัน ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง

อุปสงค์ต่อราคา (Price demand)
ความสัมพันธ์ของปริมาณซื้อและราคาจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามตามกฎอุปสงค์

อุปสงค์ต่อรายได้ (Income demand)
หมายถึง ปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อ ณ ระดับต่างๆ กันของรายได้ โดยกำหนดให้สิื่งอื่นๆ คงที่

QA   =  f(Y)
QA   = ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า A
Y     =  รายได้

ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณความต้องการซื้อสินค้ากับรายได้ จะมีลักษณะอย่างไร ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้านั้นๆ

สินค้าปกติ (Normal goods)

สินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior goods)

อุปสงค์ไขว้ (Cross demand)
อุปสงค์ไขว้ หรืออุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น หมายถึงปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆ ของสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน โดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่

QA  =  f(PB)
QA  =  ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า A
P  =  ราคาสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันในที่นี้คือสินค้า B

สินค้าที่ใช้ประกอบกัน (Complementary goods)

สินค้าที่ใช้ทดแทนกัน (Substitution goods)

อุปทาน (Supply)
หมายถึง ปริมาณ ความต้องการเสนอขายสินค้า ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนุ่ง โดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่

ปัจจัยกำหนดอุปทาน
- PA   ราคาสินค้าชนิดนั้น
- PB   ราคาปัจจัยการผลิต
- C    ต้นทุนการผลิต
- T     เทคโนโลยี
- W   ปัจจัยอื่นๆ เช่น ธรรมชาติ

ฟังก์ชั่นอุปทาน (Supply function)
ฟังก์ชั่นอุปทาน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของความต้องการเสนอขายสินค้าและบริการกับปัจจัยที่กำหนดปริมาณที่กำหนดปริมาณความต้องการเสนอขาย

SA  = f(PA,  PB,  C,  T,  W)

SA  = f(PA)

กฎของอุปทาน (Law of Supply)
กฎของอุปทานเป็นกฎที่กล่าวถึงตวามสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้ากับปริมาณการเสนอขายสินค้า "ปริมาณความต้องการขายสินค้าและราคาสินค้ามีความสัมพันธ์ไปในทศทางเดียวกัน"

ตารางอุปทาน (Supply Schedule)
เป็นตารางที่แสดงความสัมพันธ์ของราคาสินค้าและปริมาณความต้องการเสนอขายสินค้า เมื่อกำหนดให้สิ่งอื่นๆ คงที่

ความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและปริมาณความต้องการเสนอขายสินค้า
ราคา (PA)ปริมาณเสนอขาย (QA)
220
425
630
835

เส้นอุปทาน (Supply Curve)
หมายถึง เส้นที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและปริมาณความต้องการขาย ณ เวลาใดเวลาหนึ่งโดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆ คงที่

การเปลี่ยนแปลงเส้นอุปทาน (Change in Supply)
หมายถึง สภาวะที่อุปทานของสินค้าเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากปัจจัยอื่น นองจากราคาเปลี่ยนแปลงไปทีผลทำให้เส้นอุปทานเคลื่อนไปทั้งเส้น


ปัจจัยที่ทำให้อุปทานเปลี่ยนแปลงไปทั้งเส้น
1. เทคโนโลยี (T)
     T ดีขึ้น เส้น S จะ shift ไปทางขวา

2. ราคาปัจจัยการผลิต (P)
    PF เพิ่ม เส้น S จะ shift ไปทางซ้าย
    PF ลด  เส้น S จะ shift ไปทางขวา

3. ต้นทุนการผลิต (C)
    C เพิ่ม เส้น S จะ shift ไปทางซ้าย
    C ลด เส้น S จะ shift ไปทางขวา

4. สภาพดินฟ้าอากาศ (W)
    W เพิ่ม เส้น S จะ shift ไปทางขวา
    W  ลด เส้น S จะ shift ไปทางซ้าย

อุปทานของหน่วยผลิตและอุปทานของตลาด
อุปทานของหน่วยผลิต หมายถึง ปริมาณต่างๆของสินค้าที่หน่วยผลิตหน่วยในหน่วยหนึ่ง ผลิตขึ้นมาหรือเสนอขาย ณ ระดับราคาสินค้าในขณะใดขณะหนึ่ง โดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆ คงที่ และเมื่อรวมปริมาณการเสนอขายของหน่วยผลิตทุกหน่วย ณ แต่ละระดับราคาก็จะได้อุปทานของตลาด

ภาวะดุลยภาพ (Equilibrium)
ปริมาณเสนอซื้อและปริมาณเสนอขายเท่ากันพอดีเรียกว่า ราคาดุลยภาพ (equilibrium price) และปริมาณดุลยภาพ(equilibrium quaintly)

ดุลยภาพของตลาด (Market equilibrium)
หมายถึง สภาพสมดุลที่เกิดขึ้น ณ ระดับราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อขายแล้ว ปริมาณเสนอซื้อเท่ากับปริมาณเสนอขายพอดี

 อุปทานส่วนเกิน (Excess supply) หรืออุปสงค์ส่วนขาด (Shortage Demand)


อุปสงค์ส่วนเกิน (Excess demand) หรืออุปทานส่วนขาด (Supply shortage)


การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพ
1. การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงเส้นอุปสงค์


2. การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงเส้นอุปทาน


3. การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทาน



การนำวิธีการวิเคราะห์ดุลยภาพไปประยุกต์ใช้ในกรณีต่างๆ
1. นโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำ (Minimum price policy)
เป็นนโยบายที่ช่วยสินค้าเกษตร และตลาดแรงงาน
 
 การประกันราคาขั้นต่ำ (หน้า37)
นโยบายการประกันราคาสินค้าเกษตร

รัฐบาลประกาศราคาประกันให้เท่ากับ OP1 ณ ระดับราคาประกันนี้ จะมีผู้เสนอซื้อเพียง QQ1 ขณะที่มีผู้เสนอขายเป็นจำนวนถึง OQ2 เกิดอุปทานส่วนเกินหรือสินค้่าเหลือขายจำนวน Q1Q
แก้ไขโดยวิธีการเพิ่มอุปสงค์ DDให้สูงขึ้น โดยการหาตลาดในประเทศและต่างประเทศ หรือรัฐบาลซื้อผลผลิตส่วนเกินเอง จำนวน Q1Q2 ในราคา P2P1

การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ  (หน้า38)
นโยบายการกำหนดอัตราค่าจ้่างขั้นต่ำ

รัฐบาลกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ระดับ OW2 ณ ระดับค่าจ้าง OW2 นายจ้างต้องการแรงงานจำนวน OL2 ขณะที่มีแรงงานต้องการทำงานถึง QL3 ทำให้เกิดการว่างงานขึ้นจำนวน L2L3
แก้ปัญหาโดยรัฐบาลต้องออกมาตราการแก้ไขปัญหาว่างงานที่จะเกิดขึ้น คือการพยายามเพิ่มอุปสงค์ DD1 ของแรงงาน โดยการหางานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ฝึกอบรมแรงงานให้มีความรู้ ความชำนาญมากขึ้น

2. นโยบายกำหนดราคาขั้นสูง (Maximum price policy)
เป็นนโยบายของสินค้าที่ผู้บริโภคทุกระดับรายได้จำเป็นต้องซื้อ เช่น นมผงสำหรับทารก, น้ำตาลทราย, น้ำมัน เป็นต้น

การกำหนดราึคาขั้นสูง (หน้า 39)
นโยบายการกำหนดราคาขั้นสูง

รัฐบาลประกาศกำหนดราคาขั้นสูงที่ระดับ OP1 ณ ระดับราคาขั้นสูง OP1 จะมีผู้เสนอซื้อจำนวน OQ2 ขณะที่มีผู้เสนอขายเพียง OQ1 ทำให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกินขึ้นจำนวน Q1Q2 ผลที่คตามมาคือ
1) จะเิิกิดการขายในลักษณะใครมาก่อนได้ก่อน คิวรอซื้อยาว
2) อาจเกิดการลดลงในคุณภาพหรือให้บริการหลังการขาย
3) เกิดลักลอบการขายสินค้าหลังร้าน
เพื่อให้นโยบายการกำหนดราคาขั้นสูงดำเนินต่อไปได้ รัญบาลจึงต้องใช้นโยบายอื่นควบคู่ไป โดยการเพิ่มอุปทาน SS1 สินค้าชนิดนี้ให้มากขึ้น เช่น นำเข้าสินค้า ปันส่วนเพื่อกระจายสินค้า เป็นต้น

3. การเก็บภาษีสินค้า

กรณีการเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ขาย (หน้า 41)
ผลการเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ขาย

ก่อนเก็บภาษี จุดดุลยภาพอยู่ที่จุด E  เมื่อมีการเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ขายจะมีผลให้เส้นอุปทานเคลื่อนจากเส้น S มาเป็นเส้น S1 (S=>S1) ผู้ขายยินดีที่จะขายก็ต่อเมื่อราคาขายต่อหน่วยสูงขึ้นกว่าเดิมเท่ากับภาษีต่อหน่วยที่สูงขึ้น ดังนั้นช่วงห่างของเส้นอุปทานเดิมกับเส้นอุปทานใหม่ ในแนวตั้งจะเท่ากับภาษีต่อหน่วย PP1  จำนวนภาษีต่อหน่วยที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ขายคือ AE1 (ภาระของผู้ซื้อ BE1 และภาระผู้ขาย AB)

กรณีเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ซื้อ (หน้า 42)
ผลของการเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ซื้อ

ก่อนเก็บภาษี จุดดุลยภาพอยู่ที่จุด E เมื่อรัฐบาลเรียกเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ซื้อ ทำให้เส้นอุปสงค์เลื่อนระดับต่ำลงมาจากเส้น D มาเป็นเส้น D1 โดยช่วงห่างตามแนวตั้งเท่ากับภาษีต่อหน่วยที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ซื้อ BE1 (ภาระของผู้ขาย AE1 และภาระของผู้ซื้อ AB)












อยากรู้เรื่องทฤษฎีการตลาดกับผู้เชี่ยวชาญ ผมแนะนำ M.B.A. (Marketing) Ramkhamkaeng .. แต่ถ้าอยากรู้ว่าเรียนการตลาดแล้วจะประยุกต์ใช้กับธุรกิจประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินได้อย่างไร คุณต้องมีโค้ชแนะนำ ครับ

วางแผนการเงินกับ #finadvisor #ความมั่งคั่งเริ่มต้นที่นี่ finadvisor.co
โค้ชส่วนตัว ช่วยวางแผน

×
News