สรุป BUS 6010 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics)
เอกสารประกอบการบรรยาย รศ.คิม ไชยแสงสุข
เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)
บทที่ 1 บทนำว่าด้วยเศรษฐศาสตร์มหาภาค
บทที่ 2 ระเบียบ วิธีการคำนวณสถิติรายได้ประชาชาติ
บทที่ 3 ทฤษฎีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
บทที่ 4 บทบาทของรัฐ การนำเข้าและส่งออกในระบบเศรษฐกิจ
บทที่ 5 รายได้ประชาชาติและระดับราคา
บทที่ 6 บทบาทด้านอุปทานรวม
บทที่ 7 การวิเคราะห์ดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจ โดยใช้แบบจำลอง IS-LM หรือวิธีดุลยภาพทั่วไป
บทที่ 8 วัฏจักรธุรกิจ
บทที่ 9 การเงิน การธนาคาร และนโยบายการเงิน
บทที่ 10 บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจระดับมหภาค
บทที่ 11 ปัญหาเศรษฐกิจมหาภาคและนโยบายเพื่อการแก้ปัญหา
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์
สรุปเนื้อหาส่วนของอาจารย์คิม(Macro) เรื่อง Macro-Economics, Marco-Theory, Marco บทที่ 6-8
แนวข้อสอบเศรษฐศาสตร์มหาภาค:
บทที่ 3 ทฤษฏีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ (Income Expenditure Approach)
เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทาน
บทที่ 3 ความยืดหยุ่น
บทที่ 4 การประมาณอุปสงค์
บทที่ 5 การวิเคราะห์การผลิต
บทที่ 6 การวิเคราะห์ต้นทุน
บทที่ 7 ทฤษฏีกำไรและการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน
บทที่ 8 โครงสร้างตลาด การกำหนดราคาและปริมาณการผลิตของผู้ผลิตในตลาดต่างๆ
บรรยาย: รศ. อติ ไทยานันท์
** ข้อมูลที่เผยแพร่ในบล็อกเป็นความคิดเห็นและความเข้าใจส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ผู้สอนในวิชานั้น โปรดใช้วิจารณญาณ ** สุรัตน์ สดงาม SURAT SOD-NGAM [หมู] | Facebook.com/suratsod | LineID: naimoo
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์จุลภาค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์จุลภาค แสดงบทความทั้งหมด
12 ตุลาคม 2556
5 ตุลาคม 2556
BUS 6010 : เอกสารบรรยาย Micro(3) 02/10/2556
ครั้งที่ี 2 02/10/2556 เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro) รศ.อติ
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Elasticity of demand)
หมายถึง เปอร์เซนต์หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อตัวแปรอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดปริมาณเสนอซื้อนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซนต์
Ed = เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอซื้อ
เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า
Ed = ∆Q x P = Q2 - Q1 x P1
∆P Q P2 - P1 Q1
Ed = dQ x P1
dP Q1
Ed = ∆Q x P = Q2 - Q1 x P1
∆P Q P2 - P1 Q1
ตัวอย่างเช่น
กำหนดให้ Qx = 600 - 50 Px ถ้าราคาสินค้า x เปลี่ยนจากชิ้นละ 5 บาท เป็น 6 บาท จงคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่่อราคาสินค้า x ณ ระดับราคา 5 บาท
Px1 = 5 บาท : Qx1 = 600 - 50(5)
= 600 - 250
= 350
ณ ระดับ
Px2 = 6 บาท : Qx2 = 600 - 50(6)
= 600 - 300
= 300
จากสูตร
Ed = Q2 - Q1 x P1
P2 - P1 Q1
Ed = 300 - 350 x 5
6 - 5 350
= -50 ( 1 )
70
= -0.71
ถ้าราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากจนมีค่าใกล้ 0 เราสามารถใช้วิธีอนุพันธ์ โดยการหาค่าความยืดหยุ่นได้ดังนี้
Ed = dQx x Px
dPx Qx
จากสมการอุปสงค์ต่อราคา Qx = 600 - 50Px ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เมื่อราคาสินค้า X เท่ากับ 5 คำนวณได้ดังนี้
Ed = d(600 - 50Px) x Px
dPx Qx
= d(-50Px) x Px
dPx Qx
= -50 x 5
600 - 50(5)
= -0.71
คำอธิบาย:
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาเมื่อราคาสินค้า X เท่ากับ คือ 0.71 (ไม่คิดเครื่องหมายลบ) ซึ่งแสดงว่าถ้าราคาสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า X จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามเท่ากับร้อยละ 0.71
ในกรณีที่สมการอุปสงค์ประกอบด้วยตัวแปรอิสระหลายตัว เช่น Qx = 2000 - 100Px + 150Py + 300Y + 200A เราสามารถคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ต่อราคาได้โดยวิธีอนุพันธ์ย่ิอย
Ed = ∂Qx x Px
∂Px Qx
2). ความยืดหยุ่นแบบช่วง (Are elasticity of demand)
เป็นการคำนวณค่าความยืดหยุ่น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์
สูตรที่ใช้ในการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นแบบช่วงคือ
Ed = ∆Q/Q
∆P/P
Q2 - Q1
(Q2 + Q1) /2
= ------------------
P2 - P1
(P2 + P1) /2
Ed = Q2 - Q1 x P2 + P1
Q2 + Q1 P2 - P1
Ed = ∆Q x P2 + P1
∆P Q2 + Q1
Ed = dQ x P2 + P1
dP Q2 + Q1
ตัวอย่างเช่น
สมมติให้ราคาสินค้า X 1ลดลงจาก 10 บาท เป็น 6 บาท ปริมาณซื้อที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า X เพิ่มขึ้นจาก 1,400 หน่วย เป็น 1,800 หน่วย เราสามารถคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์จากราคา 10 บาท เป็น 6 บาท ดังนี้
Ed = Q2 - Q1 x P2 + P1
Q2 + Q1 P2 - P1
= 1,800 - 1,400 x 6 + 10
1,800 + 1,400 6 - 10
= 400 x 16
3,200 (-4)
= -0.5
คำอธิบาย:
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา = -0.5 หมายความว่าในช่วงราคา 10 บาท ถึง 6 บาท โดยเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า X ร้อยละ 1 จะมีผลทำให้อุปสงค์ต่อสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามเท่ากับร้อยละ 0.5 เมื่อกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
Ed >1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นมาก (Relatively elastic) หมายความว่า เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อมากกว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า
Ed < 1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นน้อย (Relatively inelastic) หมายความว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อน้อยกว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า
Ed = 1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นคงที่ (Unitary elastic) หมายความว่า เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อเท่ากับเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า
Ed = 0 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลยหรือไม่ยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly inelastic) หมายความว่าปริมาณเสนอซื้อไม่เปลี่ยนแปลงเลย แม่ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
Ed = ∞ เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly elastic) หมายความว่า ณ ระดับราคานั้นๆ ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าราคาสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยจะไม่ซื้อเลย
การหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาโดยวิธีเรขาคณิต
ถ้าเราต้องการหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาจาก OE เป็น OA หรือหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ณ จุด C เราจะได้ว่า
Ed = ∆Q x P
∆P Q
= -OD x OE
AE OD
= -OE
AE
= -CD
AE
= -BC
AC
ลักษณะของเส้นอุปสงค์ต่อราคากับค่าความยืดหยุ่น
เส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly elastic : Ed = ∞ )
เส้นอุปสงค์ในกรณีนี้ จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนราคาทุกๆจุดบนเส้นอุปสงค์จะมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับ ∞ ตลอดทั้งเส้น
เส้นอุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลย (Perfectly inelastic : Ed =0)
กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนปริมาณทุกๆ จุดบนเส้นอุปสงค์ จะมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับศูนย์ตลอดทั้งเส้น
เส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นเท่าหนึ่ง (Unitary elastic Ed = 1)
กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง Rectangular hyperbola ทุกๆจุดบนเส้ิุนอุปสงค์มีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับหนึ่งตลอดทั้งเส้น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาและรายรับรวม (Total revenue : TR)
ความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นของอุปสงค์กับรายรับรวมเมื่อราคาเปลี่ยนแปลง
Ed > 1 => %∆Q > %∆P
P↑Q↓ => TR↓
P↓Q↑ => TR↑
Ed < 1 => %∆Q < %∆P
P↑Q↓ => TR↑
P↓Q↑ => TR↓
D ต่อราคา
ทดแทนกันได้มาก => Ed > 1
สัดส่วนต่อรายได้น้อย => Ed < 1
สินค้าจำเป็น => Ed < 1
เวลาน้อย => Ed < 1
** ขาดตัวอย่าง **
ปัจจัยกำหนดค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
1) ความสามารถในการใช้ทดแทนกันของสินค้า
2) มูลค่าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนของรายได้
3) สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าจำเป็น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (Income elasticity of demand) : Ey
หมายถึง เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์โดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่
Ey = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอซื้อ
เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงรายได้
Ey = ∆Q/Q
∆y/y
= ∆Q x Y
∆y Q
หรือ Ey = dQ x Y
dy Q
Ey = Q2 - Q1 x y2 - y1
Q2 + Q1 y2 - y1
Ey = dQ x y2 + y1
dy Q2 + Q1
ตัวอย่างเช่น สมมติให้บริษัทที่ปรึกษาทางด้านวิจัยแห่งหนึ่ง สำรวจข้อมูลการตลาดย้อยหลังเมื่อ 2 ปีก่อนพบว่าในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของผู้บริโภคเท่ากับ 60,000 บาท ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าของบริษัท A จำนวน 90,000 ชิ้นต่อปี แต่ปลายปีนี้พบว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของผู้บริโภคเท่ากับ 64,000 บาท บริษัท A ขายสินค้าได้ถึง 100,000 ชิ้นต่อปี ถ้าให้ปัจจัยอื่นๆคงที่ เราสามารถหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อหน่วยรายได้ ได้ดังนี้
Ed = Q2 - Q1 x y2 - y1
Q2 + Q1 y2 + y1
= 100,000 - 90,000 x 64,000 - 60,000
100,000 + 90,000 64,000 + 60,000
= 10,000 x 124,000
190,000 4,000
= 1.63
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (Ey) เท่ากับ 1.63 หมายความว่าเมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปร้อยละหนึ่ง จะมีผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าของบริษัท A เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1.63 และเนื่องจากค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้มีเครื่องหมายบวก แสดงว่าสินค้านี้จัดได้ว่าเป็นสินค้าปกติ (Normal goods) เพราะการเปลี่ยนแปลงของปริมาณอุปสงค์สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ในทิศทางเดียวกัน
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นหรือความยืดหยุ่นไขว้ (Cross elasticity of demand) หมายถึง เปอรืเซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่งเมื่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์ โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่
Exy = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอซื้อสินค้า X
เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า Y
สูตรที่ใช้คำนวณหาค่าความยืดหยุ่นไขว้
ความยืดหยุ่นไขว้แบบจุด
เป็นการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นไขว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์หรือเรียกว่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในสินค้า X ต่อราคาสินค้า y
Exy = ∆Qx x Py
∆Py Qx
หรือ
Exy = dQx x Py
dPy Qx
ความยืิดหยุ่นไขว้แบบช่วง
เป็นการคำนวณหาค่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในสินค้า X ต่อราคาสินค้า y ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์
Exy = Qx2 - Qx1 x Py2 + Py1
Qx2 + Qx1 Py2 - Py1
ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้า A และ B พบว่าเมื่อเขาตั้งราคาสินค้า B ชิ้นละ 7,000 บาท เขาจะขายสินค้า A ได้จำนวน 35,000 ชิ้นต่อเดือน แต่เมื่อบริษัทขึ้นราึคาขายสินค้า B เป็นชิ้นละ 7,700 บาท ยอดขายสินค้า A ของบริษัทลดลงเหลือเพียง 28,000 ชิ้นต่อเดือน โดยที่ปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อยอดขายของสินค้า A ยังคงที่ จงคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ไขว้ของสินค้า A และอธิบายความสัมพันธ์ของสินค้าทั้งสอง
Ed = Qx2 - Qx1 x Py2 + Py1
Qx2 + Qx1 Py2 - Py1
= 28,000 - 35,000 x 7,700 - 7,000
28,000 + 35,000 7,700 + 7,000
= -7,000 x 14,700
63,000 700
= -2.33
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์สินค้า A ต่อราคาสินค้า B เท่ากับ -2.33 หมายความว่า เมื่อราคาสินค้า A เปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีผลให้อุปสงค์สินค้า B เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้าม 2.33 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องหมายลบแสดงให้เห็นว่าสินค้า A และ B มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นสินค้าประกอบกัน
ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Elasticity of supply)
หมายถึง ค่าทที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณเสนอขายของสินค้า โดยจะดูว่าเมื่อกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่ ในขณะใดขณะหนึ่ง ผู้ขายจะเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขายสินค้านั้นไปกี่เปอร์เซ็นต์ หากราคาสินค้าชนิดนั้นเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์
Es = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอขายสินค้า
เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า
การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน
1). ความยืดหยุ่นแบบจุด (Point elasticity of supply)
เป็นการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปทาน สูตรที่ใช้ในการคำนวนณคือ
Es = ∆Q x P
∆P Q
หรือ
Es = dQ x P
dP Q
2). ความยืดหยุ่นแบบช่วง (Are elasticity of supply)
เป็นการคำนวนหาค่าความยืดหยุ่น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปทาน สูตรที่ใช้ในการคำนวน ได้แก่
Es = Q2 - Q1 x P2 + P1
Q2 + Q1 P2 - P1
ค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน
อุปทานที่มีความ
บทที่ 3 ความยืดหยุ่น
--------------------------
ความยืดหยุ่น
- ความยืดหยุ่นของอุปสงค์
- ความยืดหยุ่นของอุปทาน
- ประโยชน์จากการศึกษาเรื่องความยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Elasticity of demand)
หมายถึง เปอร์เซนต์หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อตัวแปรอื่นๆ ที่เป็นตัวกำหนดปริมาณเสนอซื้อนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซนต์
Ed = เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอซื้อ
เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า
Ed = ∆Q x P = Q2 - Q1 x P1
∆P Q P2 - P1 Q1
Ed = dQ x P1
dP Q1
การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
1). ความยืดหยุ่นแบบจุด (Point elasticity of demand)
เป็นการคำนวนณหาค่าความยืดหยุ่น ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์ซึ่งเป็นกรณีที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่ในทางทฤษฎีถือว่ามีผลทำให้ปริมาณเสนอซื้อเปลี่ยนแปลงไปด้วย
เป็นการคำนวนณหาค่าความยืดหยุ่น ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์ซึ่งเป็นกรณีที่ราคาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่ในทางทฤษฎีถือว่ามีผลทำให้ปริมาณเสนอซื้อเปลี่ยนแปลงไปด้วย
สูตรที่ใช้ในการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นแบบจุดคือ
Ed = ∆Q x P = Q2 - Q1 x P1
∆P Q P2 - P1 Q1
ตัวอย่างเช่น
กำหนดให้ Qx = 600 - 50 Px ถ้าราคาสินค้า x เปลี่ยนจากชิ้นละ 5 บาท เป็น 6 บาท จงคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่่อราคาสินค้า x ณ ระดับราคา 5 บาท
Px1 = 5 บาท : Qx1 = 600 - 50(5)
= 600 - 250
= 350
ณ ระดับ
Px2 = 6 บาท : Qx2 = 600 - 50(6)
= 600 - 300
= 300
จากสูตร
Ed = Q2 - Q1 x P1
P2 - P1 Q1
Ed = 300 - 350 x 5
6 - 5 350
= -50 ( 1 )
70
= -0.71
ถ้าราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากจนมีค่าใกล้ 0 เราสามารถใช้วิธีอนุพันธ์ โดยการหาค่าความยืดหยุ่นได้ดังนี้
Ed = dQx x Px
dPx Qx
จากสมการอุปสงค์ต่อราคา Qx = 600 - 50Px ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เมื่อราคาสินค้า X เท่ากับ 5 คำนวณได้ดังนี้
Ed = d(600 - 50Px) x Px
dPx Qx
= d(-50Px) x Px
dPx Qx
600 - 50(5)
= -0.71
คำอธิบาย:
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาเมื่อราคาสินค้า X เท่ากับ คือ 0.71 (ไม่คิดเครื่องหมายลบ) ซึ่งแสดงว่าถ้าราคาสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 ปริมาณความต้องการซื้อสินค้า X จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามเท่ากับร้อยละ 0.71
ในกรณีที่สมการอุปสงค์ประกอบด้วยตัวแปรอิสระหลายตัว เช่น Qx = 2000 - 100Px + 150Py + 300Y + 200A เราสามารถคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของเส้นอุปสงค์ต่อราคาได้โดยวิธีอนุพันธ์ย่ิอย
Ed = ∂Qx x Px
∂Px Qx
2). ความยืดหยุ่นแบบช่วง (Are elasticity of demand)
เป็นการคำนวณค่าความยืดหยุ่น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์
สูตรที่ใช้ในการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นแบบช่วงคือ
Ed = ∆Q/Q
∆P/P
Q2 - Q1
(Q2 + Q1) /2
= ------------------
P2 - P1
(P2 + P1) /2
Ed = Q2 - Q1 x P2 + P1
Q2 + Q1 P2 - P1
Ed = ∆Q x P2 + P1
∆P Q2 + Q1
Ed = dQ x P2 + P1
dP Q2 + Q1
ตัวอย่างเช่น
สมมติให้ราคาสินค้า X 1ลดลงจาก 10 บาท เป็น 6 บาท ปริมาณซื้อที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้า X เพิ่มขึ้นจาก 1,400 หน่วย เป็น 1,800 หน่วย เราสามารถคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์จากราคา 10 บาท เป็น 6 บาท ดังนี้
Ed = Q2 - Q1 x P2 + P1
Q2 + Q1 P2 - P1
= 1,800 - 1,400 x 6 + 10
1,800 + 1,400 6 - 10
= 400 x 16
3,200 (-4)
= -0.5
คำอธิบาย:
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา = -0.5 หมายความว่าในช่วงราคา 10 บาท ถึง 6 บาท โดยเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า X ร้อยละ 1 จะมีผลทำให้อุปสงค์ต่อสินค้า X เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามเท่ากับร้อยละ 0.5 เมื่อกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
Ed >1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นมาก (Relatively elastic) หมายความว่า เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อมากกว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า
Ed < 1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นน้อย (Relatively inelastic) หมายความว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อน้อยกว่าเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า
Ed = 1 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นคงที่ (Unitary elastic) หมายความว่า เปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเสนอซื้อเท่ากับเปอร์เซนต์การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า
Ed = 0 เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์ไม่มีความยืดหยุ่นเลยหรือไม่ยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly inelastic) หมายความว่าปริมาณเสนอซื้อไม่เปลี่ยนแปลงเลย แม่ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
Ed = ∞ เรียกกรณีนี้ว่าอุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly elastic) หมายความว่า ณ ระดับราคานั้นๆ ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าราคาสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยจะไม่ซื้อเลย
การหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาโดยวิธีเรขาคณิต
ถ้าเราต้องการหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาจาก OE เป็น OA หรือหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา ณ จุด C เราจะได้ว่า
Ed = ∆Q x P
∆P Q
= -OD x OE
AE OD
= -OE
AE
= -CD
AE
= -BC
AC
ลักษณะของเส้นอุปสงค์ต่อราคากับค่าความยืดหยุ่น
เส้นอุปสงค์มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ (Perfectly elastic : Ed = ∞ )
เส้นอุปสงค์ในกรณีนี้ จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนราคาทุกๆจุดบนเส้นอุปสงค์จะมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับ ∞ ตลอดทั้งเส้น
เส้นอุปสงค์ต่อราคาที่มีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์
กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับแกนปริมาณทุกๆ จุดบนเส้นอุปสงค์ จะมีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับศูนย์ตลอดทั้งเส้น
เส้นอุปสงค์ต่อราคาไม่มีความยืดหยุ่นเลย
กรณีนี้เส้นอุปสงค์จะมีลักษณะเป็นเส้นโค้ง Rectangular hyperbola ทุกๆจุดบนเส้ิุนอุปสงค์มีค่าความยืดหยุ่นต่อราคาเท่ากับหนึ่งตลอดทั้งเส้น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาและรายรับรวม (Total revenue : TR)
ความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นของอุปสงค์กับรายรับรวมเมื่อราคาเปลี่ยนแปลง
ราคา | Ed = 1 | Ed < 1 | Ed > 1 |
สูงขึ้น | TR คงที่ | TR เพิ่มขึ้น | TR ลดลง |
ลดลง | TR คงที่ | TR ลดลง | TR เพิ่มขึ้น |
Ed > 1 => %∆Q > %∆P
P↑Q↓ => TR↓
P↓Q↑ => TR↑
Ed < 1 => %∆Q < %∆P
P↑Q↓ => TR↑
P↓Q↑ => TR↓
D ต่อราคา
ทดแทนกันได้มาก => Ed > 1
สัดส่วนต่อรายได้น้อย => Ed < 1
สินค้าจำเป็น => Ed < 1
เวลาน้อย => Ed < 1
** ขาดตัวอย่าง **
ปัจจัยกำหนดค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา
1) ความสามารถในการใช้ทดแทนกันของสินค้า
2) มูลค่าสินค้าคิดเป็นสัดส่วนของรายได้
3) สินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าจำเป็น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (Income elasticity of demand) : Ey
หมายถึง เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์โดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่
Ey = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอซื้อ
เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงรายได้
Ey = ∆Q/Q
∆y/y
= ∆Q x Y
∆y Q
หรือ Ey = dQ x Y
dy Q
Ey = Q2 - Q1 x y2 - y1
Q2 + Q1 y2 - y1
Ey = dQ x y2 + y1
dy Q2 + Q1
ตัวอย่างเช่น สมมติให้บริษัทที่ปรึกษาทางด้านวิจัยแห่งหนึ่ง สำรวจข้อมูลการตลาดย้อยหลังเมื่อ 2 ปีก่อนพบว่าในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของผู้บริโภคเท่ากับ 60,000 บาท ผู้บริโภคจะซื้อสินค้าของบริษัท A จำนวน 90,000 ชิ้นต่อปี แต่ปลายปีนี้พบว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อปีของผู้บริโภคเท่ากับ 64,000 บาท บริษัท A ขายสินค้าได้ถึง 100,000 ชิ้นต่อปี ถ้าให้ปัจจัยอื่นๆคงที่ เราสามารถหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อหน่วยรายได้ ได้ดังนี้
Ed = Q2 - Q1 x y2 - y1
Q2 + Q1 y2 + y1
= 100,000 - 90,000 x 64,000 - 60,000
100,000 + 90,000 64,000 + 60,000
= 10,000 x 124,000
190,000 4,000
= 1.63
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้ (Ey) เท่ากับ 1.63 หมายความว่าเมื่อรายได้ของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปร้อยละหนึ่ง จะมีผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าของบริษัท A เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1.63 และเนื่องจากค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อรายได้มีเครื่องหมายบวก แสดงว่าสินค้านี้จัดได้ว่าเป็นสินค้าปกติ (Normal goods) เพราะการเปลี่ยนแปลงของปริมาณอุปสงค์สนองตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้ในทิศทางเดียวกัน
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่น
ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นหรือความยืดหยุ่นไขว้ (Cross elasticity of demand) หมายถึง เปอรืเซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสินค้าที่มีผู้ต้องการซื้อในขณะใดขณะหนึ่งเมื่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์ โดยกำหนดให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่
Exy = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอซื้อสินค้า X
เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า Y
สูตรที่ใช้คำนวณหาค่าความยืดหยุ่นไขว้
ความยืดหยุ่นไขว้แบบจุด
เป็นการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นไขว้ ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปสงค์หรือเรียกว่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในสินค้า X ต่อราคาสินค้า y
Exy = ∆Qx x Py
∆Py Qx
หรือ
Exy = dQx x Py
dPy Qx
ความยืิดหยุ่นไขว้แบบช่วง
เป็นการคำนวณหาค่า ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ในสินค้า X ต่อราคาสินค้า y ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปสงค์
Exy = Qx2 - Qx1 x Py2 + Py1
Qx2 + Qx1 Py2 - Py1
ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้า A และ B พบว่าเมื่อเขาตั้งราคาสินค้า B ชิ้นละ 7,000 บาท เขาจะขายสินค้า A ได้จำนวน 35,000 ชิ้นต่อเดือน แต่เมื่อบริษัทขึ้นราึคาขายสินค้า B เป็นชิ้นละ 7,700 บาท ยอดขายสินค้า A ของบริษัทลดลงเหลือเพียง 28,000 ชิ้นต่อเดือน โดยที่ปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อยอดขายของสินค้า A ยังคงที่ จงคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์ไขว้ของสินค้า A และอธิบายความสัมพันธ์ของสินค้าทั้งสอง
Ed = Qx2 - Qx1 x Py2 + Py1
Qx2 + Qx1 Py2 - Py1
= 28,000 - 35,000 x 7,700 - 7,000
28,000 + 35,000 7,700 + 7,000
= -7,000 x 14,700
63,000 700
= -2.33
ค่าความยืดหยุ่นของอุปสงค์สินค้า A ต่อราคาสินค้า B เท่ากับ -2.33 หมายความว่า เมื่อราคาสินค้า A เปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์จะมีผลให้อุปสงค์สินค้า B เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้าม 2.33 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องหมายลบแสดงให้เห็นว่าสินค้า A และ B มีความสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นสินค้าประกอบกัน
ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Elasticity of supply)
หมายถึง ค่าทที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณเสนอขายของสินค้า โดยจะดูว่าเมื่อกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่ ในขณะใดขณะหนึ่ง ผู้ขายจะเปลี่ยนแปลงปริมาณการเสนอขายสินค้านั้นไปกี่เปอร์เซ็นต์ หากราคาสินค้าชนิดนั้นเปลี่ยนแปลงไปหนึ่งเปอร์เซ็นต์
Es = เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณเสนอขายสินค้า
เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า
การคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน
1). ความยืดหยุ่นแบบจุด (Point elasticity of supply)
เป็นการคำนวณหาค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน ณ จุดใดจุดหนึ่งบนเส้นอุปทาน สูตรที่ใช้ในการคำนวนณคือ
Es = ∆Q x P
∆P Q
หรือ
Es = dQ x P
dP Q
2). ความยืดหยุ่นแบบช่วง (Are elasticity of supply)
เป็นการคำนวนหาค่าความยืดหยุ่น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งบนเส้นอุปทาน สูตรที่ใช้ในการคำนวน ได้แก่
Es = Q2 - Q1 x P2 + P1
Q2 + Q1 P2 - P1
ค่าความยืดหยุ่นของอุปทาน
อุปทานที่มีความ
19 กันยายน 2556
BUS 6010 : เอกสารบรรยาย Micro(1) 18/09/2556
ฺBUS 6010 : Business Economics (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)
ส่วนที่ 1 เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro) รศ.อติ ไทยานันท์ โทร.086-755-1680
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเงิน คณะเศรษฐศาสตร์ (อาคารใหม่) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
วิธีการประเมิน เข้าชั้นเรียน 10% Quiz 20% Final 20% ข้อสอบอัตนัย(open book)
ครั้งที่ี 1 18/09/2556
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์ อุปทานและดุยลภาพ, การประยุกต์เพื่อใช้ในการตัดสินใจ
ความหมายและลักษณะทั่วไปของวิชาเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัำพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ในทางเลือกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความพอใจมากที่สุด
ความต้องการของมนุษย์
หมายถึง ความต้องการสินค้า บริการ และความสะดวกสบาย ความความต้องการนี้จะแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล ระยะทางและสถานที่ ความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความพอใจ มักจะมีมากกว่าสินค้าและบริการที่มีอยู่
ทรัพยากรทางเศรษฐศาสตร์
หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ได้แก่
- ที่ดิน : รวมไปถึงปุ๋ยในดิน สภาพภูมิอากาศ ป่าไม้ แร่ธาตุ ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ
- แรงงาน : รวมไปถึงความสามารถของมนุษย์ทั้งร่างกายและจิตใจ
- ทุน : รวมไปถึงเครื่องมือ เครื่ิองจักร โรงงาน สิ่งประดิษฐ์ เงินทุน
- ผู้ประกอบการ : ผู้ทำหน้าที่ในการจัดหาทุน
ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
- ผลิตสินค้าอะไร (What to produce)
- ผลิตอย่างไร (How to produce)
- ผลิตเพื่อใคร (For whom to produce)
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)
1. ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการวางแผน (Unplanned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอกเชน (Private enterprise economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
2. ระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนเต็มที่ (Planned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่าระบบสังคมนิยมภาคบังคับ (Authoritarian socialism) เป็นระบบที่มีการวางแผนจากส่วนกลางรัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Semi-Planned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่า Mixed Economy เป็นระะบที่รัฐบาลและเอกชนรับผิดชอบร่วมกัน
การแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
1. ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการวางแผน หรือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
2. ระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนเต็มที่่หรือสังคมนิยม
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
วงจรเศรษฐกิจ
1. ตลาดปัจจัยการผลิต (Factor market)
1) ครัวเรือนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
2) หน่วยธุรกิจจะจ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย กำไร
2. ตลาดสินค้า (Product market)
1) หน่วยธุรกิจจะรวบรวมซื้อปัจจัยการผลิต
2) ครัวเรือนจะซื้อสินค้าเพื่อการบริโภค
รูปแบบการวิเคราะห์ทางเศรษฐาศาสตร์
1. เศรษฐาศาสตร์ที่เป็นจริงและเศรษฐาศาสตร์ที่ควรจะเป็น
- เศรษฐาศาสตร์ที่เป็นจริง (Positive Economics)
- เศรษฐาศาสตร์ที่ควรจะเป็น (Normative Economics)
2. การวิเคราะห์สภาพสถิต สภาพสถิตย์เปรียบเทียบ และสภาพพลวัต
- การวิเคราะห์สภาพสถิตย์ (Static Analysis)
- การวิเคราะห์สภาพสถิตเปรียบเทียบ (Comparative Static)
- การวิเคราะห์สภาพพลวัต (Dynamic Analysis)
3. การวิเคราะห์เฉพาะส่วนและการวิเคราะห์คลุมทุกส่วน
- การวิเคราะห์เฉพาะส่วน (Partial Analysis)
- การวิเคราะห์ทุกส่วน (General Analysis)
ข้อสมมติทางเศรษฐาสตร์ (Economic assumptions)
1. มนุษย์จะดำเนินการตัดสินใจอย่่างทีเหตุผลทางเศรษฐกิจ (Economic rationality)
2. สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากที่กำลังพิจารณาอยู่กำหนดให้คงที่ (Ceteris paribus)
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1. เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro economics)
2. เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macro economics)
ส่วนที่ 1 เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro) รศ.อติ ไทยานันท์ โทร.086-755-1680
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเงิน คณะเศรษฐศาสตร์ (อาคารใหม่) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
วิธีการประเมิน เข้าชั้นเรียน 10% Quiz 20% Final 20% ข้อสอบอัตนัย(open book)
ครั้งที่ี 1 18/09/2556
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์ อุปทานและดุยลภาพ, การประยุกต์เพื่อใช้ในการตัดสินใจ
บทที่ 1
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
--------------------------
--------------------------
ความหมายและลักษณะทั่วไปของวิชาเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัำพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ในทางเลือกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความพอใจมากที่สุด
ความต้องการของมนุษย์
หมายถึง ความต้องการสินค้า บริการ และความสะดวกสบาย ความความต้องการนี้จะแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล ระยะทางและสถานที่ ความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความพอใจ มักจะมีมากกว่าสินค้าและบริการที่มีอยู่
ทรัพยากรทางเศรษฐศาสตร์
หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ได้แก่
- ที่ดิน : รวมไปถึงปุ๋ยในดิน สภาพภูมิอากาศ ป่าไม้ แร่ธาตุ ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ
- แรงงาน : รวมไปถึงความสามารถของมนุษย์ทั้งร่างกายและจิตใจ
- ทุน : รวมไปถึงเครื่องมือ เครื่ิองจักร โรงงาน สิ่งประดิษฐ์ เงินทุน
- ผู้ประกอบการ : ผู้ทำหน้าที่ในการจัดหาทุน
ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
- ผลิตสินค้าอะไร (What to produce)
- ผลิตอย่างไร (How to produce)
- ผลิตเพื่อใคร (For whom to produce)
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)
1. ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการวางแผน (Unplanned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอกเชน (Private enterprise economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
2. ระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนเต็มที่ (Planned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่าระบบสังคมนิยมภาคบังคับ (Authoritarian socialism) เป็นระบบที่มีการวางแผนจากส่วนกลางรัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Semi-Planned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่า Mixed Economy เป็นระะบที่รัฐบาลและเอกชนรับผิดชอบร่วมกัน
การแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
1. ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการวางแผน หรือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
2. ระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนเต็มที่่หรือสังคมนิยม
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
วงจรเศรษฐกิจ
1. ตลาดปัจจัยการผลิต (Factor market)
1) ครัวเรือนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
2) หน่วยธุรกิจจะจ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย กำไร
2. ตลาดสินค้า (Product market)
1) หน่วยธุรกิจจะรวบรวมซื้อปัจจัยการผลิต
2) ครัวเรือนจะซื้อสินค้าเพื่อการบริโภค
รูปแบบการวิเคราะห์ทางเศรษฐาศาสตร์
1. เศรษฐาศาสตร์ที่เป็นจริงและเศรษฐาศาสตร์ที่ควรจะเป็น
- เศรษฐาศาสตร์ที่เป็นจริง (Positive Economics)
- เศรษฐาศาสตร์ที่ควรจะเป็น (Normative Economics)
2. การวิเคราะห์สภาพสถิต สภาพสถิตย์เปรียบเทียบ และสภาพพลวัต
- การวิเคราะห์สภาพสถิตย์ (Static Analysis)
- การวิเคราะห์สภาพสถิตเปรียบเทียบ (Comparative Static)
- การวิเคราะห์สภาพพลวัต (Dynamic Analysis)
3. การวิเคราะห์เฉพาะส่วนและการวิเคราะห์คลุมทุกส่วน
- การวิเคราะห์เฉพาะส่วน (Partial Analysis)
- การวิเคราะห์ทุกส่วน (General Analysis)
ข้อสมมติทางเศรษฐาสตร์ (Economic assumptions)
1. มนุษย์จะดำเนินการตัดสินใจอย่่างทีเหตุผลทางเศรษฐกิจ (Economic rationality)
2. สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากที่กำลังพิจารณาอยู่กำหนดให้คงที่ (Ceteris paribus)
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1. เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro economics)
2. เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macro economics)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)