แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

12 ตุลาคม 2556

BUS 6010 : เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics)

สรุป BUS 6010 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics)
เอกสารประกอบการบรรยาย รศ.คิม ไชยแสงสุข

เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)
บทที่ 1 บทนำว่าด้วยเศรษฐศาสตร์มหาภาค
บทที่ 2 ระเบียบ วิธีการคำนวณสถิติรายได้ประชาชาติ
บทที่ 3 ทฤษฎีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
บทที่ 4 บทบาทของรัฐ การนำเข้าและส่งออกในระบบเศรษฐกิจ
บทที่ 5 รายได้ประชาชาติและระดับราคา
บทที่ 6 บทบาทด้านอุปทานรวม
บทที่ 7 การวิเคราะห์ดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจ โดยใช้แบบจำลอง IS-LM หรือวิธีดุลยภาพทั่วไป
บทที่ 8 วัฏจักรธุรกิจ
บทที่ 9 การเงิน การธนาคาร และนโยบายการเงิน
บทที่ 10 บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจระดับมหภาค
บทที่ 11 ปัญหาเศรษฐกิจมหาภาคและนโยบายเพื่อการแก้ปัญหา
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์

สรุปเนื้อหาส่วนของอาจารย์คิม(Macro) เรื่อง Macro-Economics, Marco-Theory, Marco บทที่ 6-8

แนวข้อสอบเศรษฐศาสตร์มหาภาค:
บทที่ 3 ทฤษฏีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ (Income Expenditure Approach)

เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทาน
บทที่ 3 ความยืดหยุ่น
บทที่ 4 การประมาณอุปสงค์
บทที่ 5 การวิเคราะห์การผลิต
บทที่ 6 การวิเคราะห์ต้นทุน
บทที่ 7 ทฤษฏีกำไรและการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน
บทที่ 8 โครงสร้างตลาด การกำหนดราคาและปริมาณการผลิตของผู้ผลิตในตลาดต่างๆ
บรรยาย: รศ. อติ ไทยานันท์

BUS 6010 : บทที่ 3 ทฤษฎีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ Macro(3)

BUS 6010 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics) : เศรษฐศาสตร์มหภาค
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์

บทที่ 3 ทฤษฎีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
(Income Determination Theory)

จุดประสงค์สำคัญของบทที่ 3 ถึงบทที่ 7 คือ
1. ต้องการอธิบายกระบวนการเกี่ยวกับการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
2. การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
3. ขนาดการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติดุลยภาพว่าเปลี่ยนแปลงมากน้อยขึ้นกับเหตุปัจจัยใด?

ซึ่งตามหลักทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค รายได้ประชาชาติดุลยภาพนั้น สามารถกำหนดขึ้นมาได้จากวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
(1)  Income – Expenditure Approach
(2)  Withdrawal – Injection Approach
(3)  Aggregate Demand – Aggregate Supply Approach
(4)  General Equilibrium Approach

(1) Income – Expenditure Approach

Income หมายถึง National Income หรือรายได้ประชาชาติ
Expenditure หมายถึง Desired Aggregate Expenditure หรือความต้องการใช้จ่ายมวลรวม
ระดับที่มีดุลยภาพ คือ รายได้ประชาชาติ(Y) เท่ากับ ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม(AE)

เขียนเป็นสมการรายได้ประชาชาติดุลยภาพได้ดังนี้

Y    =  AE

Y    =  Total Output (ระดับรายได้ประชาชาติดุลยภาพ)
AE  =  Desired Aggregate Expenditure (ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม)
C    =  Desired Consumption Expenditure (ความต้องการด้านค่าใช้จ่ายในครัวเรือน)
I     =  Desired Investment Expenditure (ความต้องการการด้านการลงทุนภาคเอกชนเบื้องต้น )
G    =  Desired Government Expenditure (ความต้องการด้านรายจ่ายรัฐบาล)
X    =  Desired Export of Goods and Service (ความต้องการด้านมูลค่าการส่งออก)
IM  =  Desired Import of Goods and Service (ความต้องการด้านมูลค่าการนำเข้า)

AE    =  C + I + G + X – IM    ---------- ใช้ค่า Desired Value หรือ Planed Value
   
GDP  =  Ca + Ia + Ga + Xa – Ma -------- ใช้ค่า Actual Value

ระบบปิดไม่มีรัฐบาล  AE = C + I

กรณีสมมติให้ระบบเศรษฐกิจเป็นระบบปิดไม่มีภาครัฐบาล ในกรณีเช่นนี้ก็จะได้ว่า

AE  =  C + I

Consumption Function
C   =  f (Yd, t, i, A, E, L…..) ----------------------(1)
C   =  Desired Consumption Expenditure
Y =  Disposable Income
t     =  Tax Rate
 i    =  Interest Rate
A   =  Consumer’s Wealth
E   =  Expectation
L   =  Consumer’s Debt
S   =  Desired Saving
S   =  f (Yd, t, i, A, E, L…..) ----------------------(2)
C  =  f (Yd)                         ----------------------(3)
S  =  f(Yd)                            ----------------------(4)

 dC > O  ทั้งนี้โดย  dC  คือตัว MPC  ซึ่งย่อมาจาก Marginal propensity to consume  
dYd                       dYd
ซึ่งหมายถึง ตัวที่บอกให้รู้ ว่าเมื่อ Disposable Income ได้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หนึ่งหน่วยแล้ว จะมีผลทำให้ความต้องการใช้จ่าย (Desired Consumption Expenditure) เพิ่มขึ้นเท่าไร

 dS > O ทั้งนี้โดย  dS  คือตัว MPS ซึ่งย่อมาจาก Marginal propensity to Save
dYd                     dYd
ซึ่งหมายถึง ตัวที่บอกให้รู้ว่าเมื่อ Disposable Income ได้เพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยแล้ว จะทำให้ความต้องการออม (Desired Saving) เพิ่มขึ้นเท่าไร

ความสัมพันธ์ของ MPC กับ MPS

MPC + MPS = 1 เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะว่า

Yd     =  C  +  S                และ
dYd   =   dC  +   dS         หรือ
dYd       dYd      dYd
Yd   =   C  +           หรือ
Yd        Yd      Yd


APC และ APS

 C      =  APC ซึ่งย่อมาจาก Average propensity to consume
 Yd
 S       = APS ซึ่งย่อมาจาก  Average propensity to Save
Yd

APC + APS  = 1  เสมอ

1 = APC + APS

ทำไม O   <   MPC    <   1   และ
          O    <  MPS     <  1

Quiz:
- ณ ระดับรายได้ประชาชาติ ณ จุด Break Even  APC = 1 เพราะอะไร?
   ณ ระดับรายได้ที่ C = Yd  เรียกระดับรายได้นี้ว่า break even

- ณ ระดับรายได้ประชาชาติที่ต่ำกว่า Break Even  APC > 1  and  APS > 0 เพราะอะไร?
   ณ ระดับรายได้ที่ต่ำกว่า break even แสดงว่า C > Yd ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายบริโภคจะมีค่ามากกว่ารายได้ ณ ภาวะนี้การออมจะติดลบ 

- ณ ระดับรายได้ประชาชาติที่สูงกว่า Break Even O < APC < 1  and  O  <  APS  <  1
  and  APC + APS  = 1  เพราะอะไร?
   ณ ระดับรายได้ที่สูงกว่า break even แสดงว่า C < Yd ซึ่งในช่วงนี้เป็นต้นไป การออมจะเริ่มมีค่าเป็นบวก

Consumption function  ของ J. M. Keynes ซึ่งมี Hypothesis ว่าความต้องการใช้จ่ายในการบริโภคเป็น Function เส้นตรงของ Disposable Income ดังสมการที่ (5)
                     C  =   Co + MPC Yd         ------------------------(5)

เพราะฉนั้น    S  =  Yd -  Co -  MPC. Yd   ------------------------(6)
                     S  =  - Co +  (1 - MPC) Yd
                    S  =  - Co +  MPS Yd                                          

ดังนั้น  Saving function  คือ  S  =  - Co + MPS. Y

ความต้องการใช้จ่ายในการลงทุน (Desired Investment Expenditure)
(1) รายจ่ายที่หน่วยธุรกิจต้องการใช้จ่ายเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่
(2) รายจ่ายที่หน่วยธุรกิจต้องการใช้จ่ายเพื่อก่อสร้างโรงงานใหม่
(3) การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง

I = f (i,  Y,  ¶,  E,  Cf ,  Te …..)     ----------(7)
I = Desired Investment Expenditure
i = Interest rate
Y = National Income
= Expected profit
E = Expectation
Cf = Confidence
Te = Change in Technology

ความหมายของคำว่า การใช้จ่ายที่ถูกชักนำหรือการใช้จ่ายแบบจูงใจ (Induced Expenditure)  กับการใช้จ่ายแบบคงที่หรือการใช้จ่ายที่ไม่ถูกชักนำ (Autonomous Expenditure)

การกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติจากวิธี Income – Expenditure Approach
Income – Expenditure Approach
Y AE  
โดย = National Income
AE Desired Aggregate Expenditure

ซึ่งในกรณีระบบเศรษฐกิจปิด  (Closed Economy)  และไม่มีภาครัฐบาลพบว่า
AE = C + I โดย
C = Desired Consumption Expenditure
I = Desired Investment Expenditure

ตารางที่  3
The Aggregate Expenditure Function in a Closed
Economy with No Government  (billions of dollars)

จากตารางที่  3  เมื่อ   AE = C + I     โดย    
 C   =  100 + 0.8Yd  และ  I = 250    ดังนั้น   AE = 100 + 0.8Yd + 250 ซึ่งสรุปได้ว่าเท่ากับดังนี้
AE  =  350 + 0.8Y    (สมมติว่า Y = Yd)


ความโน้มเอียงในการใช้จ่าย (Marginal Propensity to Spend)
คำนวณมาจากสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการใช้จ่ายในการบริโภคและการลงทุนต่อการเปลี่ยนแปลงของ Disposable Income ของครัวเรือน ซึ่งหมายความว่า ถ้า Yd เพิ่ม 1 และ I เพิ่มเท่าไร

Z  =  ∆AE   ซึ่ง  O < Z < I
         Y

จุดดุลยภาพ  I    =    S    =    250

ตัวอย่าง  การคำนวณรายได้ประชาชาติดุลยภาพจากสมการคณิตศาสตร์ ซึ่งจากข้อมูลในตารางที่ 3 กำหนดให้
C   =   100 + 0.8 Y และ  S  =  - 100 + 0.2Y
I    =   250
เนื่องจาก        AE  =   C + I
ดังนั้น      AE  =  100 + 0.8 Y + 250
                      AE  =  350 + 0.8 Y

การหาคำตอบตามวิธีที่หนึ่ง
รายได้ประชาชาติดุลยภาพจะถูกกำหนด ณ จุดที่รายได้ประชาชาติ = AE
ดังนั้น       Y      =  350 + 0.8 Y
              0.2 Y  =  350
                   Y   =  1,750  พันล้าน  US$
เป็นระดับรายได้ประชาชาติดุลยภาพ

การหาคำตอบตามวิธีที่สอง
การลงทุน  =  การออม (สมมติว่าเป็นระบบปิดไม่มีรัฐบาล)
       250    =   - 100 + 0.2 Y
     0.2 Y   =   350
          Y    =  1,750  พันล้าน  US$
ซึ่งก็ได้ระดับรายได้ประชาชาติดุลย เช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ
ดุลยภาพ กรณีเน้นบทบาทของอุปสงค์รวม (Changes in National Income I : The Role of Aggregate Demand)
(1) Movements Along the Curves
(2) Shifts of the AE Curves


19 กันยายน 2556

BUS 6010 : เอกสารบรรยาย Micro(1) 18/09/2556

BUS 6010 : Business Economics (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ)
ส่วนที่ 1 เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro) รศ.อติ ไทยานันท์ โทร.086-755-1680
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเงิน คณะเศรษฐศาสตร์ (อาคารใหม่) มหาวิทยาลัยรามคำแหง
วิธีการประเมิน เข้าชั้นเรียน 10%  Quiz 20%  Final 20%  ข้อสอบอัตนัย(open book)

ครั้งที่ี 1
18/09/2556
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์ อุปทานและดุยลภาพ, การประยุกต์เพื่อใช้ในการตัดสินใจ

บทที่ 1 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
--------------------------

ความหมายและลักษณะทั่วไปของวิชาเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัำพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ในทางเลือกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความพอใจมากที่สุด

ความต้องการของมนุษย์
หมายถึง ความต้องการสินค้า บริการ และความสะดวกสบาย ความความต้องการนี้จะแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล ระยะทางและสถานที่ ความต้องการของมนุษย์เพื่อให้เกิดความพอใจ มักจะมีมากกว่าสินค้าและบริการที่มีอยู่

ทรัพยากรทางเศรษฐศาสตร์
หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ได้แก่
- ที่ดิน : รวมไปถึงปุ๋ยในดิน สภาพภูมิอากาศ ป่าไม้ แร่ธาตุ ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ
- แรงงาน : รวมไปถึงความสามารถของมนุษย์ทั้งร่างกายและจิตใจ
- ทุน : รวมไปถึงเครื่องมือ เครื่ิองจักร โรงงาน สิ่งประดิษฐ์ เงินทุน
- ผู้ประกอบการ : ผู้ทำหน้าที่ในการจัดหาทุน

ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
- ผลิตสินค้าอะไร (What  to produce)
- ผลิตอย่างไร (How to produce)
- ผลิตเพื่อใคร (For whom to produce)

ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)
1. ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการวางแผน (Unplanned Economy) 
หรือบางแห่งเรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอกเชน (Private enterprise economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีเอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
2. ระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนเต็มที่ (Planned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่าระบบสังคมนิยมภาคบังคับ (Authoritarian socialism) เป็นระบบที่มีการวางแผนจากส่วนกลางรัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Semi-Planned Economy)
หรือบางแห่งเรียกว่า Mixed Economy เป็นระะบที่รัฐบาลและเอกชนรับผิดชอบร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
1. ระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีการวางแผน หรือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
2. ระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนเต็มที่่หรือสังคมนิยม
3. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม

วงจรเศรษฐกิจ
1. ตลาดปัจจัยการผลิต (Factor market)
    1) ครัวเรือนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
    2) หน่วยธุรกิจจะจ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง ดอกเบี้ย กำไร
2. ตลาดสินค้า (Product market)
   1) หน่วยธุรกิจจะรวบรวมซื้อปัจจัยการผลิต
   2) ครัวเรือนจะซื้อสินค้าเพื่อการบริโภค


รูปแบบการวิเคราะห์ทางเศรษฐาศาสตร์
1. เศรษฐาศาสตร์ที่เป็นจริงและเศรษฐาศาสตร์ที่ควรจะเป็น
    - เศรษฐาศาสตร์ที่เป็นจริง (Positive Economics)
    - เศรษฐาศาสตร์ที่ควรจะเป็น (Normative Economics)
2. การวิเคราะห์สภาพสถิต สภาพสถิตย์เปรียบเทียบ และสภาพพลวัต
    - การวิเคราะห์สภาพสถิตย์ (Static Analysis)
    - การวิเคราะห์สภาพสถิตเปรียบเทียบ (Comparative Static)
    - การวิเคราะห์สภาพพลวัต (Dynamic Analysis)
3. การวิเคราะห์เฉพาะส่วนและการวิเคราะห์คลุมทุกส่วน
    - การวิเคราะห์เฉพาะส่วน (Partial Analysis)
    - การวิเคราะห์ทุกส่วน (General Analysis)

ข้อสมมติทางเศรษฐาสตร์ (Economic assumptions)
1. มนุษย์จะดำเนินการตัดสินใจอย่่างทีเหตุผลทางเศรษฐกิจ (Economic rationality)
2. สิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากที่กำลังพิจารณาอยู่กำหนดให้คงที่ (Ceteris paribus)

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
1. เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Micro economics)
2. เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macro economics)


อยากรู้เรื่องทฤษฎีการตลาดกับผู้เชี่ยวชาญ ผมแนะนำ M.B.A. (Marketing) Ramkhamkaeng .. แต่ถ้าอยากรู้ว่าเรียนการตลาดแล้วจะประยุกต์ใช้กับธุรกิจประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินได้อย่างไร คุณต้องมีโค้ชแนะนำ ครับ

วางแผนการเงินกับ #finadvisor #ความมั่งคั่งเริ่มต้นที่นี่ finadvisor.co
โค้ชส่วนตัว ช่วยวางแผน

×
News