สรุป BUS 6010 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics)
เอกสารประกอบการบรรยาย รศ.คิม ไชยแสงสุข
เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)
บทที่ 1 บทนำว่าด้วยเศรษฐศาสตร์มหาภาค
บทที่ 2 ระเบียบ วิธีการคำนวณสถิติรายได้ประชาชาติ
บทที่ 3 ทฤษฎีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
บทที่ 4 บทบาทของรัฐ การนำเข้าและส่งออกในระบบเศรษฐกิจ
บทที่ 5 รายได้ประชาชาติและระดับราคา
บทที่ 6 บทบาทด้านอุปทานรวม
บทที่ 7 การวิเคราะห์ดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจ โดยใช้แบบจำลอง IS-LM หรือวิธีดุลยภาพทั่วไป
บทที่ 8 วัฏจักรธุรกิจ
บทที่ 9 การเงิน การธนาคาร และนโยบายการเงิน
บทที่ 10 บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจระดับมหภาค
บทที่ 11 ปัญหาเศรษฐกิจมหาภาคและนโยบายเพื่อการแก้ปัญหา
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์
สรุปเนื้อหาส่วนของอาจารย์คิม(Macro) เรื่อง Macro-Economics, Marco-Theory, Marco บทที่ 6-8
แนวข้อสอบเศรษฐศาสตร์มหาภาค:
บทที่ 3 ทฤษฏีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ (Income Expenditure Approach)
เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทาน
บทที่ 3 ความยืดหยุ่น
บทที่ 4 การประมาณอุปสงค์
บทที่ 5 การวิเคราะห์การผลิต
บทที่ 6 การวิเคราะห์ต้นทุน
บทที่ 7 ทฤษฏีกำไรและการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน
บทที่ 8 โครงสร้างตลาด การกำหนดราคาและปริมาณการผลิตของผู้ผลิตในตลาดต่างๆ
บรรยาย: รศ. อติ ไทยานันท์
** ข้อมูลที่เผยแพร่ในบล็อกเป็นความคิดเห็นและความเข้าใจส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ผู้สอนในวิชานั้น โปรดใช้วิจารณญาณ ** สุรัตน์ สดงาม SURAT SOD-NGAM [หมู] | Facebook.com/suratsod | LineID: naimoo
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์มหภาค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐศาสตร์มหภาค แสดงบทความทั้งหมด
12 ตุลาคม 2556
BUS 6010 : บทที่ 3 ทฤษฎีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ Macro(3)
BUS 6010 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics) : เศรษฐศาสตร์มหภาค
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์
จุดประสงค์สำคัญของบทที่ 3 ถึงบทที่ 7 คือ
1. ต้องการอธิบายกระบวนการเกี่ยวกับการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
2. การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
3. ขนาดการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติดุลยภาพว่าเปลี่ยนแปลงมากน้อยขึ้นกับเหตุปัจจัยใด?
ซึ่งตามหลักทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค รายได้ประชาชาติดุลยภาพนั้น สามารถกำหนดขึ้นมาได้จากวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
(1) Income – Expenditure Approach
(2) Withdrawal – Injection Approach
(3) Aggregate Demand – Aggregate Supply Approach
(4) General Equilibrium Approach
(1) Income – Expenditure Approach
Income หมายถึง National Income หรือรายได้ประชาชาติ
Expenditure หมายถึง Desired Aggregate Expenditure หรือความต้องการใช้จ่ายมวลรวม
ระดับที่มีดุลยภาพ คือ รายได้ประชาชาติ(Y) เท่ากับ ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม(AE)
เขียนเป็นสมการรายได้ประชาชาติดุลยภาพได้ดังนี้
Y = AE
Y = Total Output (ระดับรายได้ประชาชาติดุลยภาพ)
AE = Desired Aggregate Expenditure (ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม)
C = Desired Consumption Expenditure (ความต้องการด้านค่าใช้จ่ายในครัวเรือน)
I = Desired Investment Expenditure (ความต้องการการด้านการลงทุนภาคเอกชนเบื้องต้น )
G = Desired Government Expenditure (ความต้องการด้านรายจ่ายรัฐบาล)
X = Desired Export of Goods and Service (ความต้องการด้านมูลค่าการส่งออก)
IM = Desired Import of Goods and Service (ความต้องการด้านมูลค่าการนำเข้า)
AE = C + I + G + X – IM ---------- ใช้ค่า Desired Value หรือ Planed Value
GDP = Ca + Ia + Ga + Xa – Ma -------- ใช้ค่า Actual Value
ระบบปิดไม่มีรัฐบาล AE = C + I
Quiz:
- ณ ระดับรายได้ประชาชาติ ณ จุด Break Even APC = 1 เพราะอะไร?
ณ ระดับรายได้ที่ C = Yd เรียกระดับรายได้นี้ว่า break even
- ณ ระดับรายได้ประชาชาติที่ต่ำกว่า Break Even APC > 1 and APS > 0 เพราะอะไร?
ณ ระดับรายได้ที่ต่ำกว่า break even แสดงว่า C > Yd ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายบริโภคจะมีค่ามากกว่ารายได้ ณ ภาวะนี้การออมจะติดลบ
- ณ ระดับรายได้ประชาชาติที่สูงกว่า Break Even O < APC < 1 and O < APS < 1
and APC + APS = 1 เพราะอะไร?
ณ ระดับรายได้ที่สูงกว่า break even แสดงว่า C < Yd ซึ่งในช่วงนี้เป็นต้นไป การออมจะเริ่มมีค่าเป็นบวก
Consumption function ของ J. M. Keynes ซึ่งมี Hypothesis ว่าความต้องการใช้จ่ายในการบริโภคเป็น Function เส้นตรงของ Disposable Income ดังสมการที่ (5)
C = Co + MPC Yd ------------------------(5)
เพราะฉนั้น S = Yd - Co - MPC. Yd ------------------------(6)
S = - Co + (1 - MPC) Yd
S = - Co + MPS Yd
ดังนั้น Saving function คือ S = - Co + MPS. Yd
ความต้องการใช้จ่ายในการลงทุน (Desired Investment Expenditure)
(1) รายจ่ายที่หน่วยธุรกิจต้องการใช้จ่ายเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่
(2) รายจ่ายที่หน่วยธุรกิจต้องการใช้จ่ายเพื่อก่อสร้างโรงงานใหม่
(3) การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์
บทที่ 3 ทฤษฎีการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
(Income Determination Theory)
จุดประสงค์สำคัญของบทที่ 3 ถึงบทที่ 7 คือ
1. ต้องการอธิบายกระบวนการเกี่ยวกับการกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
2. การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
3. ขนาดการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติดุลยภาพว่าเปลี่ยนแปลงมากน้อยขึ้นกับเหตุปัจจัยใด?
ซึ่งตามหลักทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค รายได้ประชาชาติดุลยภาพนั้น สามารถกำหนดขึ้นมาได้จากวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
(1) Income – Expenditure Approach
(2) Withdrawal – Injection Approach
(3) Aggregate Demand – Aggregate Supply Approach
(4) General Equilibrium Approach
(1) Income – Expenditure Approach
Income หมายถึง National Income หรือรายได้ประชาชาติ
Expenditure หมายถึง Desired Aggregate Expenditure หรือความต้องการใช้จ่ายมวลรวม
ระดับที่มีดุลยภาพ คือ รายได้ประชาชาติ(Y) เท่ากับ ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม(AE)
เขียนเป็นสมการรายได้ประชาชาติดุลยภาพได้ดังนี้
Y = Total Output (ระดับรายได้ประชาชาติดุลยภาพ)
AE = Desired Aggregate Expenditure (ความต้องการใช้จ่ายมวลรวม)
C = Desired Consumption Expenditure (ความต้องการด้านค่าใช้จ่ายในครัวเรือน)
I = Desired Investment Expenditure (ความต้องการการด้านการลงทุนภาคเอกชนเบื้องต้น )
G = Desired Government Expenditure (ความต้องการด้านรายจ่ายรัฐบาล)
X = Desired Export of Goods and Service (ความต้องการด้านมูลค่าการส่งออก)
IM = Desired Import of Goods and Service (ความต้องการด้านมูลค่าการนำเข้า)
AE = C + I + G + X – IM ---------- ใช้ค่า Desired Value หรือ Planed Value
GDP = Ca + Ia + Ga + Xa – Ma -------- ใช้ค่า Actual Value
ระบบปิดไม่มีรัฐบาล AE = C + I
กรณีสมมติให้ระบบเศรษฐกิจเป็นระบบปิดไม่มีภาครัฐบาล ในกรณีเช่นนี้ก็จะได้ว่า
AE = C + I
Consumption Function
C = f (Yd, t, i, A, E, L…..) ----------------------(1)
C = Desired Consumption Expenditure
Yd = Disposable Income
t = Tax Rate
i = Interest Rate
A = Consumer’s Wealth
E = Expectation
L = Consumer’s Debt
S = Desired Saving
S = f (Yd, t, i, A, E, L…..) ----------------------(2)
C = f (Yd) ----------------------(3)
S = f(Yd) ----------------------(4)
dC > O ทั้งนี้โดย dC คือตัว MPC ซึ่งย่อมาจาก Marginal propensity to consume
dYd dYd
ซึ่งหมายถึง ตัวที่บอกให้รู้ ว่าเมื่อ Disposable Income ได้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หนึ่งหน่วยแล้ว จะมีผลทำให้ความต้องการใช้จ่าย (Desired Consumption Expenditure) เพิ่มขึ้นเท่าไร
dS > O ทั้งนี้โดย dS คือตัว MPS ซึ่งย่อมาจาก Marginal propensity to Save
dYd dYd
ซึ่งหมายถึง ตัวที่บอกให้รู้ว่าเมื่อ Disposable Income ได้เพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยแล้ว จะทำให้ความต้องการออม (Desired Saving) เพิ่มขึ้นเท่าไร
ความสัมพันธ์ของ MPC กับ MPS
MPC + MPS = 1 เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะว่า
Yd = C + S และ
dYd = dC + dS หรือ
dYd dYd dYd
∆Yd = ∆C + ∆S หรือ
∆Yd ∆Yd ∆Yd
APC และ APS
C = APC ซึ่งย่อมาจาก Average propensity to consume
Yd
S = APS ซึ่งย่อมาจาก Average propensity to Save
Yd
APC + APS = 1 เสมอ
1 = APC + APS
ทำไม O < MPC < 1 และ
O < MPS < 1
AE = C + I
Consumption Function
C = f (Yd, t, i, A, E, L…..) ----------------------(1)
C = Desired Consumption Expenditure
Yd = Disposable Income
t = Tax Rate
i = Interest Rate
A = Consumer’s Wealth
E = Expectation
L = Consumer’s Debt
S = Desired Saving
S = f (Yd, t, i, A, E, L…..) ----------------------(2)
C = f (Yd) ----------------------(3)
S = f(Yd) ----------------------(4)
dC > O ทั้งนี้โดย dC คือตัว MPC ซึ่งย่อมาจาก Marginal propensity to consume
dYd dYd
ซึ่งหมายถึง ตัวที่บอกให้รู้ ว่าเมื่อ Disposable Income ได้เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น หนึ่งหน่วยแล้ว จะมีผลทำให้ความต้องการใช้จ่าย (Desired Consumption Expenditure) เพิ่มขึ้นเท่าไร
dS > O ทั้งนี้โดย dS คือตัว MPS ซึ่งย่อมาจาก Marginal propensity to Save
dYd dYd
ซึ่งหมายถึง ตัวที่บอกให้รู้ว่าเมื่อ Disposable Income ได้เพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยแล้ว จะทำให้ความต้องการออม (Desired Saving) เพิ่มขึ้นเท่าไร
ความสัมพันธ์ของ MPC กับ MPS
MPC + MPS = 1 เสมอ ทั้งนี้ก็เพราะว่า
Yd = C + S และ
dYd = dC + dS หรือ
dYd dYd dYd
∆Yd = ∆C + ∆S หรือ
∆Yd ∆Yd ∆Yd
APC และ APS
C = APC ซึ่งย่อมาจาก Average propensity to consume
Yd
S = APS ซึ่งย่อมาจาก Average propensity to Save
Yd
APC + APS = 1 เสมอ
1 = APC + APS
ทำไม O < MPC < 1 และ
O < MPS < 1
Quiz:
- ณ ระดับรายได้ประชาชาติ ณ จุด Break Even APC = 1 เพราะอะไร?
ณ ระดับรายได้ที่ C = Yd เรียกระดับรายได้นี้ว่า break even
- ณ ระดับรายได้ประชาชาติที่ต่ำกว่า Break Even APC > 1 and APS > 0 เพราะอะไร?
ณ ระดับรายได้ที่ต่ำกว่า break even แสดงว่า C > Yd ซึ่งหมายถึงการใช้จ่ายบริโภคจะมีค่ามากกว่ารายได้ ณ ภาวะนี้การออมจะติดลบ
- ณ ระดับรายได้ประชาชาติที่สูงกว่า Break Even O < APC < 1 and O < APS < 1
and APC + APS = 1 เพราะอะไร?
ณ ระดับรายได้ที่สูงกว่า break even แสดงว่า C < Yd ซึ่งในช่วงนี้เป็นต้นไป การออมจะเริ่มมีค่าเป็นบวก
Consumption function ของ J. M. Keynes ซึ่งมี Hypothesis ว่าความต้องการใช้จ่ายในการบริโภคเป็น Function เส้นตรงของ Disposable Income ดังสมการที่ (5)
C = Co + MPC Yd ------------------------(5)
เพราะฉนั้น S = Yd - Co - MPC. Yd ------------------------(6)
S = - Co + (1 - MPC) Yd
S = - Co + MPS Yd
ดังนั้น Saving function คือ S = - Co + MPS. Yd
ความต้องการใช้จ่ายในการลงทุน (Desired Investment Expenditure)
(1) รายจ่ายที่หน่วยธุรกิจต้องการใช้จ่ายเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่
(2) รายจ่ายที่หน่วยธุรกิจต้องการใช้จ่ายเพื่อก่อสร้างโรงงานใหม่
(3) การเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง
I = f (i, Y, ¶, E, Cf , Te …..) ----------(7)
I = Desired Investment Expenditure
i = Interest rate
Y = National Income
¶ = Expected profit
E = Expectation
Cf = Confidence
Te = Change in Technology
ความหมายของคำว่า การใช้จ่ายที่ถูกชักนำหรือการใช้จ่ายแบบจูงใจ (Induced Expenditure) กับการใช้จ่ายแบบคงที่หรือการใช้จ่ายที่ไม่ถูกชักนำ (Autonomous Expenditure)I = Desired Investment Expenditure
i = Interest rate
Y = National Income
¶ = Expected profit
E = Expectation
Cf = Confidence
Te = Change in Technology
การกำหนดขึ้นของรายได้ประชาชาติจากวิธี Income – Expenditure Approach
Income – Expenditure Approach
Y = AE
โดย Y = National Income
AE = Desired Aggregate Expenditure
ซึ่งในกรณีระบบเศรษฐกิจปิด (Closed Economy) และไม่มีภาครัฐบาลพบว่า
AE = C + I โดย
C = Desired Consumption Expenditure
I = Desired Investment Expenditure
จากตารางที่ 3 เมื่อ AE = C + I โดย
C = 100 + 0.8Yd และ I = 250 ดังนั้น AE = 100 + 0.8Yd + 250 ซึ่งสรุปได้ว่าเท่ากับดังนี้
AE = 350 + 0.8Y (สมมติว่า Y = Yd)
ตัวอย่าง การคำนวณรายได้ประชาชาติดุลยภาพจากสมการคณิตศาสตร์ ซึ่งจากข้อมูลในตารางที่ 3 กำหนดให้
C = 100 + 0.8 Y และ S = - 100 + 0.2Y
I = 250
เนื่องจาก AE = C + I
ดังนั้น AE = 100 + 0.8 Y + 250
AE = 350 + 0.8 Y
การหาคำตอบตามวิธีที่หนึ่ง
รายได้ประชาชาติดุลยภาพจะถูกกำหนด ณ จุดที่รายได้ประชาชาติ = AE
ดังนั้น Y = 350 + 0.8 Y
0.2 Y = 350
Y = 1,750 พันล้าน US$
เป็นระดับรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
การหาคำตอบตามวิธีที่สอง
การลงทุน = การออม (สมมติว่าเป็นระบบปิดไม่มีรัฐบาล)
250 = - 100 + 0.2 Y
0.2 Y = 350
Y = 1,750 พันล้าน US$
ซึ่งก็ได้ระดับรายได้ประชาชาติดุลย เช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ
ดุลยภาพ กรณีเน้นบทบาทของอุปสงค์รวม (Changes in National Income I : The Role of Aggregate Demand)
(1) Movements Along the Curves
(2) Shifts of the AE Curves
Y = AE
โดย Y = National Income
AE = Desired Aggregate Expenditure
ซึ่งในกรณีระบบเศรษฐกิจปิด (Closed Economy) และไม่มีภาครัฐบาลพบว่า
AE = C + I โดย
C = Desired Consumption Expenditure
I = Desired Investment Expenditure
ตารางที่ 3
The Aggregate Expenditure Function in a Closed
Economy with No Government (billions of dollars)
จากตารางที่ 3 เมื่อ AE = C + I โดย
C = 100 + 0.8Yd และ I = 250 ดังนั้น AE = 100 + 0.8Yd + 250 ซึ่งสรุปได้ว่าเท่ากับดังนี้
AE = 350 + 0.8Y (สมมติว่า Y = Yd)
ความโน้มเอียงในการใช้จ่าย (Marginal Propensity to Spend)
คำนวณมาจากสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการใช้จ่ายในการบริโภคและการลงทุนต่อการเปลี่ยนแปลงของ Disposable Income ของครัวเรือน ซึ่งหมายความว่า ถ้า Yd เพิ่ม 1 และ I เพิ่มเท่าไร
Z = ∆AE ซึ่ง O < Z < I
∆Y
จุดดุลยภาพ I = S = 250
C = 100 + 0.8 Y และ S = - 100 + 0.2Y
I = 250
เนื่องจาก AE = C + I
ดังนั้น AE = 100 + 0.8 Y + 250
AE = 350 + 0.8 Y
การหาคำตอบตามวิธีที่หนึ่ง
รายได้ประชาชาติดุลยภาพจะถูกกำหนด ณ จุดที่รายได้ประชาชาติ = AE
ดังนั้น Y = 350 + 0.8 Y
0.2 Y = 350
Y = 1,750 พันล้าน US$
เป็นระดับรายได้ประชาชาติดุลยภาพ
การหาคำตอบตามวิธีที่สอง
การลงทุน = การออม (สมมติว่าเป็นระบบปิดไม่มีรัฐบาล)
250 = - 100 + 0.2 Y
0.2 Y = 350
Y = 1,750 พันล้าน US$
ซึ่งก็ได้ระดับรายได้ประชาชาติดุลย เช่นกัน
การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติ
ดุลยภาพ กรณีเน้นบทบาทของอุปสงค์รวม (Changes in National Income I : The Role of Aggregate Demand)
(1) Movements Along the Curves
(2) Shifts of the AE Curves
11 ตุลาคม 2556
BUS 6010 : บทที่ 2 ระเบียบวิธีการคำนวณสถิติตัวเลขรายได้ประชาชาติและผลผลิต Macro(2)
BUS 6010 เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ (Business Economics) : เศรษฐศาสตร์มหภาค
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์
ประเด็นสำคัญ
1. สถานะที่เป็นอยู่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
2. ระดับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
3. โครงสร้างสำคัญต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจของชาติ (National economy) GDP, GNP, NNP at Current Market Price, NNP at Factor Cost, Disposable Income, Real and Market Price, Personal Income เป็นต้น
ความหมายของรายได้ประชาชาติ
มูลค่าของสินค้าบริการขั้นสุดท้ายที่ระบบเศรษฐกิจผลิตขึ้นมาได้ในรอบระยะเวลาหนึ่ง ปกติก็คิดกันเป็น 1 ปี หรือหนึ่งไตรมาส หรือในอีกความหมายหนึ่ง รายได้ประชาชาติ คือ ผลรวมของรายได้ที่บุคคลต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจได้รับในฐานะที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งปกติก็คิดกันที่ 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส เช่นกัน
วิธีการคำนวณตัวเลขสถิติรายได้ประชาชาติ
ตามมาตรฐาน UNSNA (United Nations System of National Account)
1. Production Approach (การคำนวณรายได้ประชาชาติจากด้านผลผลิต)
2. Expenditure Approach (การคำนวณรายได้ประชาชาิติจากด้านรายจ่าย)
3. Income Approach (การคำนวณรายได้ประชาชาิติจากด้านรายได้)
การคำนวณโดยวิธี Production Approach
ปัญหาในด้านการนับซ้ำซ้อน (Double Counting) คำนวณจากมูลค่าเพิ่ม (Value added) ของสินค้าชั้นกลาง (Intermediate Product)
สรุปการคำนวณสถิติรายได้ประชาชาติโดยวิธี Production Approach
(1) เมื่อรวมมูลค่าเพิ่มของสินค้าบริการทุกชนิดที่ระบบได้ตัวเลขสถิติ GDP
(2) ปรับตัวเลขสถิติ GDP ให้เป็น GNP ได้ดังนี้
GNP = GDP + Net Factor Income form abroad or
Net Factor Income Payment form the Rest of the World
(3) ปรับค่าของ GNP ให้เป็น NNP at Current Market Price ได้ดังนี้
NNP at current Market price = GNP - Provision for Consumption of Fixed Capital
(4) ปรับค่า NNP at current Market Price ให้เป็น NNP at Factor Cost ซึ่งจะทำได้ ดังนี้
NNP at Factor Cost = NNP at Current Market Price - Indirect tax-Subsidies
(5) NNP at Factor Cost = NI (National Income)
(6) ปรับ National Income ให้เป็นรายได้ต่อหัว (Per capita Income) ได้ดังนี้
Per capita Income = IN
Population
Per capita GNP = GNP
Population
Per capita GDP = GDP
Population
การคำนวณโดยวิธี Expenditure Approach
GDP = Ca + Ia + Ga + Xa – Ma
GDP = Gross Domestic Product
Ca = Private Consumption Expenditure
Ia = Gross Private Investment Expenditure
Ga = General Government Expenditure on Consumption and Investment
Xa = Exports of Goods and Services
Ma = Imports of Goods and Services
รายได้สุทธิส่วนบุคคล (Disposable Personal Income)
รายได้สุทธิส่วนบุคคล = GNP รวมกับเงินโอนของรัฐบาล (Transfer received form the government) รวมดอกเบี้ยที่จ่ายโดยรัฐบาลและหักด้วยภาษี (Taxes)
ค่าที่แท้จริงและค่าที่เป็นตัวเงิน (Real and Nominal Measure)
ค่า GDP ที่เป็นตัวเงิน (Nominal term) คือค่า GDP ณ ระดับราคาปัจจุบัน (Current Prices) หรือที่เรียกว่า Nominal GDP คือค่าของ GDP ที่คำนวณตามราคาปีปัจจุบันของผลผลิตหรือคำนวณตามราคาตลาด
ค่า GDP ที่แท้จริง คือค่า GDP ณ ระดับราคาปีฐาน หรือที่เรียกว่า Real GDP ซึ่งประเทศไทย ณ ขณะนี้ (พ.ศ. 2547) ใช้ราคาปี ค.ศ. 1988 เป็นปีฐาน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้ประชาชาติแท้จริง (Real GDP) เพิ่มขึ้นนั้น อาจเกิดจาก
(1) การเพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิต ซึ่งได้แก่ การเพิ่มขนาดของจำนวนที่ดินที่นำมาใช้ประโยชน์การเพิ่มขึ้นของแรงงานและทุนที่ใช้ในการผลิต
(2) การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งได้แก่ การเพิ่มผลผลิตต่อหนึ่งหน่วยของปัจจัยการผลิต (Increase in Productivity of Resources)
บรรยาย: รศ. สมรักษ์ รักษาทรัพย์
บทที่ 2 ระเบียบวิธีการคำนวณสถิติตัวเลขรายได้ประชาชาติและผลผลิต
(The Measurement of National Income and National Product)
ประเด็นสำคัญ
1. สถานะที่เป็นอยู่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
2. ระดับความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง
3. โครงสร้างสำคัญต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจของชาติ (National economy) GDP, GNP, NNP at Current Market Price, NNP at Factor Cost, Disposable Income, Real and Market Price, Personal Income เป็นต้น
ความหมายของรายได้ประชาชาติ
มูลค่าของสินค้าบริการขั้นสุดท้ายที่ระบบเศรษฐกิจผลิตขึ้นมาได้ในรอบระยะเวลาหนึ่ง ปกติก็คิดกันเป็น 1 ปี หรือหนึ่งไตรมาส หรือในอีกความหมายหนึ่ง รายได้ประชาชาติ คือ ผลรวมของรายได้ที่บุคคลต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจได้รับในฐานะที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตในรอบระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งปกติก็คิดกันที่ 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส เช่นกัน
วิธีการคำนวณตัวเลขสถิติรายได้ประชาชาติ
ตามมาตรฐาน UNSNA (United Nations System of National Account)
1. Production Approach (การคำนวณรายได้ประชาชาติจากด้านผลผลิต)
2. Expenditure Approach (การคำนวณรายได้ประชาชาิติจากด้านรายจ่าย)
3. Income Approach (การคำนวณรายได้ประชาชาิติจากด้านรายได้)
การคำนวณโดยวิธี Production Approach
ปัญหาในด้านการนับซ้ำซ้อน (Double Counting) คำนวณจากมูลค่าเพิ่ม (Value added) ของสินค้าชั้นกลาง (Intermediate Product)
รายการ | มูลค่าเพิ่ม |
1. เกษตรกรประเทศ ก ผลิตข้าวเปลือกแล้วขายให้โรงสี คิดเป็นเงิน 100,000 ล้านบาท | 100,000 ล้านบาท |
2. โรงสีซื้อข้าวเปลือกมาจากเกษตรกร 100,000 ล้านบาท สีเป็นข้าวสาร ขายเป็นข้าวสารได้ 130,000 ล้านบาท | 30,000 ล้านบาท |
3. บริษัทค้าข้าว ซื้อข้าวสารจากโรงสี 130,000 ล้านบาท มาบรรจุหีบห่อ ขายปลีกออกไปเป็นเงิน 180,000 ล้านบาท | 50,000 ล้านบาท |
สรุปการคำนวณสถิติรายได้ประชาชาติโดยวิธี Production Approach
(1) เมื่อรวมมูลค่าเพิ่มของสินค้าบริการทุกชนิดที่ระบบได้ตัวเลขสถิติ GDP
(2) ปรับตัวเลขสถิติ GDP ให้เป็น GNP ได้ดังนี้
GNP = GDP + Net Factor Income form abroad or
Net Factor Income Payment form the Rest of the World
(3) ปรับค่าของ GNP ให้เป็น NNP at Current Market Price ได้ดังนี้
NNP at current Market price = GNP - Provision for Consumption of Fixed Capital
(4) ปรับค่า NNP at current Market Price ให้เป็น NNP at Factor Cost ซึ่งจะทำได้ ดังนี้
NNP at Factor Cost = NNP at Current Market Price - Indirect tax-Subsidies
(5) NNP at Factor Cost = NI (National Income)
(6) ปรับ National Income ให้เป็นรายได้ต่อหัว (Per capita Income) ได้ดังนี้
Per capita Income = IN
Population
Per capita GNP = GNP
Population
Per capita GDP = GDP
Population
การคำนวณโดยวิธี Expenditure Approach
GDP = Ca + Ia + Ga + Xa – Ma
GDP = Gross Domestic Product
Ca = Private Consumption Expenditure
Ia = Gross Private Investment Expenditure
Ga = General Government Expenditure on Consumption and Investment
Xa = Exports of Goods and Services
Ma = Imports of Goods and Services
Actual Value เป็นค่าที่เกิดขึ้นแล้ว
Desired Value เป็นค่าที่ยังไม่เกิดขึ้น
การคำนวณโดยวิธี Income Approach
ผลตอบแทนของปัจจัยการผลิต
- ค่าจ้าง (Wages)
- ค่าเช่า (Rent)
- ดอกเบี้ย (Interest)
- กำไร (Profit)
รายจ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้จ่ายให้กับเจ้าของปัจจัยการผลิต (Non Factor Payments)
(1) ภาษีทางอ้อมของธุรกิจ (Indirect Business Taxes)
(2) เงินอุดหนุน (Subsidies)
Net Domestic Product = Wages + Rent + Interest + Profit + Indirect Business Taxes - Subsidies
(3) ค่าเสื่อมราคา
GDP = NDP + Depreciation
รายได้สุทธิส่วนบุคคล (Disposable Personal Income)
รายได้สุทธิส่วนบุคคล = GNP รวมกับเงินโอนของรัฐบาล (Transfer received form the government) รวมดอกเบี้ยที่จ่ายโดยรัฐบาลและหักด้วยภาษี (Taxes)
ค่าที่แท้จริงและค่าที่เป็นตัวเงิน (Real and Nominal Measure)
ค่า GDP ที่เป็นตัวเงิน (Nominal term) คือค่า GDP ณ ระดับราคาปัจจุบัน (Current Prices) หรือที่เรียกว่า Nominal GDP คือค่าของ GDP ที่คำนวณตามราคาปีปัจจุบันของผลผลิตหรือคำนวณตามราคาตลาด
ค่า GDP ที่แท้จริง คือค่า GDP ณ ระดับราคาปีฐาน หรือที่เรียกว่า Real GDP ซึ่งประเทศไทย ณ ขณะนี้ (พ.ศ. 2547) ใช้ราคาปี ค.ศ. 1988 เป็นปีฐาน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้ประชาชาติแท้จริง (Real GDP) เพิ่มขึ้นนั้น อาจเกิดจาก
(1) การเพิ่มขึ้นของปัจจัยการผลิต ซึ่งได้แก่ การเพิ่มขนาดของจำนวนที่ดินที่นำมาใช้ประโยชน์การเพิ่มขึ้นของแรงงานและทุนที่ใช้ในการผลิต
(2) การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งได้แก่ การเพิ่มผลผลิตต่อหนึ่งหน่วยของปัจจัยการผลิต (Increase in Productivity of Resources)
กิจกรรมที่ไม่นับรวมในรายได้ประชาชาติ
(1) กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย (Illegal Activities)
(2) กิจกรรมที่ไม่ได้บันทึก (Unreported Activities)
(3) กิจกรรมนอกตลาด (Non Market Activities)
(4) ผลเสียที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ (Economic “Bads”)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)