แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BUS 6011 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ BUS 6011 แสดงบทความทั้งหมด

11 มกราคม 2557

BUS 6011 แนวสอบ Final

BUS 6011 การจัดการและพฤติกรรมองค์การ (Management and Organization Behavior)

แนวการสอบ Final อาจารย์ ดร.นารินี
ข้อสอบ 2 ข้อ 25 คะแนน (วิเคราะห์ ทฤษฎี 40% ประยุคต์ 60%)

บทที่ 16  การควบคุมในการจัดการ (Managerial Control)
ให้อธิบายลักษณะพิเศษของการควบคุมแบบ Bureaucratic Control, Market Control และ Clan Control อย่างละเอียด
- ให้วิเคราะห์ Bureaucratic Control System อย่างละเอียด
- ให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง Bureaucratic Control, Market Control และ Clan Control พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

บทที่ 17  การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Managing Technology and Innovation)
- วงจรชีวิตเทคโนโลยี มีช่วงชีวิตอย่างไร เติบโต รุ่งเรือง แตกดับ เป็นอย่างไรบ้าง รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร  ต้องวิเคราะห์ให้ได้
- กลุ่มผู้บริโภค 5 กลุ่ม มีคุณสมบัติโดดเน่นต่างกันอย่างไร อยู่ในช่วงระยะเวลาใดบ้าง ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี ต้องวิเคราะห์ให้ได้

วิธีการทำข้อสอบให้ได้คะแนน
- โจทย์ มีคำเชื่องประโยค "และ" ต้องตอบทั้งประโยคด้านหน้าและประโยคด้านหลัง
- โจทย์ มีให้ยกตัวอย่างต้องยกตัวอย่างมาเพราะมีคะแนน

แนวข้อสอบ BUS6011 ภาค 1/2556 ( 02 ต.ค. 2013) จาก http://ramtangdaen.com
แนวข้อสอบวิชาการจัดการและพฤติกรรมองค์การ ที่พึ่งสอบไล่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ข้อสอบมีทั้งหมด 2 ข้อใหญ่ แล้วก็มีข้อย่อยอีก ข้อสอบออกตรงตามกับที่อาจารย์ได้บอก
1. ให้อธิบายลักษณะพิเศษของการควบคุมแบบ Bureaucratic Control, Market Control และ Clan Control อย่างละเอียด
1.1 ให้วิเคราะห์ Bureaucratic Control System อย่างละเอียด
1.2 ให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง Bureaucratic Control, Market Control และ Clan Control พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

2. ให้บอกข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร
2.1 ให้อธิบาย วงจรชีวิตของเทคโนโลยี
2.2 ข้อนี้อาจารย์ให้กราฟมาแล้วให้อธิบายค่ะ กราฟเกี่ยวกับกลุ่มผู้รับเทคโนโลยีใหม่ มี 5 กลุ่ม
Cr: http://ramtangdaen.com/th/kunena/22---/2643-bus6011-1-2556


แนวการสอบ Final อาจารย์ ดร.ประไพทิพย์ 
ข้อสอบ 1 ข้อ 25 คะแนน (วิเคราะห์)

บทที่ 2  ปัจจัยแวดล้อมภายนอก (The External Environment)
 - Competitive environment (ปัจจัยแวดล้อมในการแข่งขัน)
 - Macroenvironment (ปัจจัยแวดล้อมมหภาค)

บทที่ 4  การวางแผนและการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Planning and Strategic Management)
Strategic Control - การควบคุมแผนกลยุทธ์

- การวิเคราะห์ SWOT , TOWS Matrix
- การกำหนดกลยุทธ์
   * Corporate strategy (กลยุทธ์ระดับบริษัท)
   * Business strategy (กลยุทธ์ระดับธุรกิจ)
   * Functional strategy (กลยุทธ์ระดับหน้าที่งาน)

บทที่ 6  การจัดการระหว่างประเทศ (International Management)
 แนวข้อสอบ บทที่ 6 กลยุทธ์การทำธุรกิจระดับโลก 4 แบบ
ให้บอกลักษณะ และวิเคราะห์ความแตกต่าง ถ้าเป็นผู้บริหารจะเลือกทำแบบไหน เพราะอะไร
ให้สอดคล้องกับลักษณะสินค้าที่เลือก ให้วิเคราะห์และยกตัวอย่างประกอบ



BUS 6011 : แนวข้อสอบ บทที่ 17 การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม

บทที่ 17 การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Managing Technology and Innovation)

แนวข้อสอบ ดร.นารินี : ให้บอกข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร
1.1 ให้อธิบาย วงจรชีวิตของเทคโนโลยี มีช่วงชีวิตอย่างไร เติบโต รุ่งเรือง แตกดับ เป็นอย่างไรบ้าง รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร 
1.2 กลุ่มผู้บริโภค 5 กลุ่ม มีคุณสมบัติโดดเน่นต่างกันอย่างไร อยู่ในช่วงระยะเวลาใดบ้าง ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี ต้องวิเคราะห์ให้ได้
Cr: The blue ball factory goo.gl/mmPcD9

Technology  (เทคโนโลยี)
คือวิธีการ กระบวนการ ระบบ และทักษะที่ใช้ในการเปลี่ยนรูปแบบวัตถุดิบสู่ผลผลิต รูปแบบระบบของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นำไปสู่ผลผลิต กระบวนการใหม่

Innovation (นวัตกรรม)
คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
* process innovations (นวัตกรรรมกระบวนการ) - การเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบ  ต่อกระบวนการในการผลิตสินค้า
* product innovations (นวัตกรรมในตัวสินค้า) - การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวผลิตภัณฑ์

1.1 ให้อธิบาย วงจรชีวิตของเทคโนโลยี มีช่วงชีวิตอย่างไร เติบโต รุ่งเรือง แตกดับ เป็นอย่างไรบ้าง รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร 
นวัตกรรมทางเทคโนโลยี เริ่มต้นจากการรับรู้ความต้องการของตลาด และการพัฒนาของตลาด ไปจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัว และมีสินค้าใหม่เข้ามาแทนที่

The Technology Life Cycle : the model

ตัวแบบวงจรชีวิตของเทคโนโลยี
1) วงจรเริ่มต้นจากการยอมรับในวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์ และความต้องการใช้เทคโนโลยี
2) การผสานความรู้ และแนวคิดเข้าด้วยกัน จึงทำให้เกิดนวัตกรรม
3) ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม มีแนวโน้มความต้องการที่สูงขึ้น
4) เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไข จะเกิดรูปแบบของสินค้าและบริการใหม่ 
5) เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะมีข้อจำกัดในการนำไปใช้งาน
6) เทคโนโลยีจะคงอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการแทนที่

วงจรชีวิตของเทคโนโลยี (The Technology Life Cycle: TLC)


วงจรชีวิตของเทคโนโลยี
เวลาช่วงแรกจะเป็นช่วงวิจัยพัฒนา (Birth) และทดสอบตลาด เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มสามารถนำมาทำประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ และเกิดการยอมรับ เติบโตอย่างรวดเร็ว เรียกว่าช่วง Growth และเทคโนโลยียังสามารถพัฒนาขีดความสามารถได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  จากนั้นเริ่มมีคู่แข่งทำธุรกิจเทคโนโลยีที่คล้ายกัน และเกิดการแข่งขัน เรียกว่าช่วง Shake out ผู้อ่อนแอจะพ่ายแพ้ไปและเทคโนโลยีนั้น จะเริ่มพัฒนาได้ช้าลง จากนั้นเข้าสู่ช่วง Maturity หรือธุรกิจเริ่มอิ่มตัว ไม่มีผู้ซื้อในตลาดเพิ่มขึ้นและเทคโนโลยีพัฒนาถึงขีดสุดไม่สามารถพัฒนาต่อได้ คนในสังคมเริ่มมองหาสินค้าทดแทน (Substitution Goods) และผู้ใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนี้จะเริ่มน้อยลง และเลิกผลิตไปเรื่อยๆ เรียกว่าช่วง Decline (ช่วง Decline มักจะเป็นช่วง Growth ของสินค้าทดแทน)
ตัวอย่างเช่น ทั๊มพ์ ไดว์ (Thumb drive) กับ แผ่น Floppy disk หรือ กล้องที่ใช้ ฟิล์ม กับกล้อง ดิจิทัล หรือระบบ อนาลอก กับดิจิทัล เป็นต้น

แนวการตอบข้อสอบ: วงจรชีวิตของเทคโนโลยี (The Technology Life Cycle; TLC)
คือวงจรตั้งแต่ช่วงการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีจนถึงช่วงที่เทคโนโลยีนั้นตกต่ำและหายไปในที่สุด จะแสดงกราฟเป็นรูปคล้ายตัวอักษร "S" ที่ถูกเรียกว่า "S-curve" ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ช่วงคือ
- ช่วงเริ่มต้น : เป็นช่วงเริ่มต้นเทคโนโลยีใหม่จึงมีการเติบโตของยอดขายที่ค่อนข้างช้า
- ช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว : เป็นช่วงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วของยอดขายเนื่องจากเป็นที่ยอมรับของตลาดมากขึ้น
- ช่วงเติบโตช้า : เป็นช่วงที่ยอดขายเริ่มมีการเติบโตที่ช้าลงเนื่องจากมีคู่แข่งใหม่ๆเข้ามาในตลาดมากขึ้น
- ช่วงตกต่ำ : เป็นช่วงสุดท้ายของเทคโนโลยีที่เป็นช่วงตกต่ำและเริ่มที่จะหายออกไปจากตลาด

ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

ณ จุด T1 ในภาพ บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเดิมอยู่มองว่า เทคโนโลยีใหม่นี้ยังไม่ใช่ภัยคุกคามลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีใหม่เพราะว่ามันยังไม่มีประสิทธิภาพหรือประหยัดต้นทุนได้มากเท่ากับที่พวกเขาต้องการในขณะนั้น
ณ จุด T2 ในภาพ เทคโนโลยีใหม่จะตามทันเทคโนโลยีเดิมที่ใช้อยู่ในด้านประสิทธิภาพและความประหยัดแต่เทคโนโลยีใหม่ต่างจากเทคโนโลยีเดิมตรงที่ยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก เทคโนโลยีใหม่ก็พัฒนาขึ้นจนถึงจุดที่สามารถเข้ามาแทนที่เทคโนโลยีที่ใช้กันอยู่ในตลาดได้

ข้อเสีย ข้อจำกัดของ S-curve
- เป็นการจำลองที่ไม่ให้คำแนะนำที่ชัดเจนเพื่อนำเป็นหลัในการจัดการ
- แบบจำลองนี้ไม่สามารถแสดงได้ว่ากำไรสูงสุดจะมาจาก Technology ไหน
- ไม่สามารถใช้วิเคราะห์ กับ Technology ใหม่ที่มีเพียงหนึ่งดียวได้
- ต้องการข้อมูลสถิติจำนวนมากๆ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง
- ในการปฎิบัติ S-curve สามารถแตกต่างกันได้ ทั้งขนาดและรูปร่างโครงสร้าง
Cr: http://www.slideshare.net/Ag_Silver/scurve

1.2 กลุ่มผู้บริโภค 5 กลุ่ม มีคุณสมบัติโดดเน่นต่างกันอย่างไร อยู่ในช่วงระยะเวลาใดบ้าง ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี ต้องวิเคราะห์ให้ได้

กลุ่มผู้รับเทคโนโลยีใหม่ แบ่งได้ 5 กลุ่ม มีคุณสมบัติโดดเน่นต่างกันคือ
1) innovators : ผู้บุกเบิก ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ประมาณ 2.5% อยู่ในช่วงเริ่มต้น ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี
2) early adopters : กลุ่มผู้สนใจและให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีใหม่ ประมาณ 13.5% ที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน อยู่ในช่วงเติบโต ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี
3) early majority : กลุ่มผู้ให้เวลาในการพิจารณา ประมาณ 34% กว่าจะตัดสินใจในการใช้ เทคโนโลยีใหม่ในการทำงาน อยู่ในช่วงเติบโต ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี
4) late majority : กลุ่มผู้ระมัดระวังการใช้ ประมาณ 34% เห็นว่าการใช้นวัตกรรมใหม่ควรมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อยู่ในช่วงเติบโตช้า ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี
5) laggards : กลุ่มคนที่อนุรักษ์นิยม ประมาณ16% ยึดติดของเก่าและมองว่าเทคโนโลยีไม่มีความสำคัญ อยู่ในช่วงตกต่ำ ของวงจรชีวิตเทคโนโลยี

    กราฟเปรียบเทียบกลุ่มผู้บริโภคกับ วงจรชีวิตของเทคโนโลยี


    วงจรชีวิตของนวัตกรรมที่เกิดขึ้นกับ เครื่องพิมพ์ดีด จนกลายไปเป็น Printer 
     Cr: http://goo.gl/SF3SDZ

    วงจรชีวิตของนวัตกรรมในตลาดเดิมและตลาดใหม่

10 มกราคม 2557

BUS 6011 : แนวข้อสอบ บทที่ 16 การควบคุมในการจัดการ

บทที่ 16  การควบคุมในการจัดการ (Managerial Control)

แนวข้อสอบ ดร.นารินี : ให้อธิบายลักษณะพิเศษของการควบคุมแบบ Bureaucratic Control, Market Control และ Clan Control อย่างละเอียด
1.1  ให้วิเคราะห์ Bureaucratic Control System อย่างละเอียด
1.2  ให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง Bureaucratic Control, Market Control และ Clan Control พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

1.1 ให้วิเคราะห์ Bureaucratic Control System อย่างละเอียด [Bureaucratic อ่าน บูเรอคูติก]
คือการควบคุมที่เป็นทางการ(ทุกองค์การจำเป็นต้องใช้) ใช้กฎระเบียบ ข้อบังคับ เป็นเกณฑ์ในการทำงาน กำหนดให้บุคลากรทำงาน ในหน่วยงานจะใช้บุคคลที่มีระดับความรู้เท่าไร จำนวนกี่คน อัตรางานอย่างไร ทำงาน 1  วันใช้เวลากี่ชั่วโมง ได้ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าดอกเบี้ย ค่าตอบแทนอย่างไร ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ เพราะจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่า เพราะจำนวนที่มีมาก ต้องใช้ระบบ Bureaucratic เพื่อที่จะควบคุมประชากรหรือพนักงานที่มีจำนวนมากให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน

วัฏจักรการควบคุมของ Bureaucratic มี 4 ขั้นตอนดังนี้
Step 1 : Set Performance standard
การกำหนดมาตรฐาน(เป้าหมาย) ที่ชัดเจน โดยเป็นค่าหรือปริมาณที่วัดได้ เช่น จำนวน, ปริมาณ, %, ค่าใช้จ่าย, วัน เป็นต้น

Step 2 : Measure Performance
การวัดผลงาน  เป็นการวัดผลจากตัวชี้วัดโดยดูจากผลงานที่เกิดขึ้นจริง เช่น KPI ผลที่ได้อาจ รายงานในรูปการเขียนรายงาน, การรายงานปากเปล่า, การเข้าไปสังเกตุการณ์ หรือข้อมูลสถิติ

Step 3 : Comparing performance with the standard
การเปรียบเทียบ  เป็นการเปรียบเทียบกับ Std. ที่ตั้งไว้ โดยในขั้นนี้ต้องมีการตัดสินใจความเบี่ยงเบนที่เกิดขึ้นว่ายอมรับได้หรือไม่ ซึ่งแบ่งเป็น
- อยู่ในเกณฑ์ หรือมาตรฐาน : ยอมรับได้ ==> ให้ทำการผลิตต่อเนื่อง
- ไม่อยู่ในเกณฑ์ หรือมาตรฐาน : ยอมรับไม่ได้เกณฑ์ ==> ไปขั้นตอนที่ 4

Step 4 : Taking corrective action
ดำเนินการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้การผลิตสามารถทำการผลิตได้ตามที่กำหนดตามเป้าหมาย

The Control Cycle

ประเภทการควบคุมของ Bureaucratic มี 3 ประเภทดังนี้
1)  Feed forward control : การควบคุมขั้นต้น
เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นเป็นการล่วงหน้า ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจริง แต่ต้องใช้เวลามากและต้องมีข้อมูลที่ละเอียดถูกต้อง เช่น การฝึกอบรมวิธีปฎิบัติ
ข้อเสีย: การลงทุน การป้องกันในอนาคตอาจไม่เกิดปัญหาจริง

2) Concurrent control : การควบคุมที่คู่ไปกับการปฎิบัติงาน
การควบคุมขณะกิจกรรมดำเนินงานอยู่ สามารถทำการแก้ไขได้ทันที ก่อนเกิดความเสียหายรุนแรง
ข้อเสีย: สูญเสียเวลาเกิดความล่าช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น

3) Feedback control : การควบคุมหลังการทำงานเสร็จ
ได้รับทราบข้อมูลเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที แต่นำข้อมูล ความผิดพลาดไปใช้หาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
ข้อเสีย: ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขในอดีตได้

ข้อบกพร่องของ Bureaucratic
1) พฤติกรรมที่เข้มงวดเป็นทางการ เป็นวิธีที่ไม่ยืดหยุ่น ใช้การกำหนดมาตราฐานเป็นวิธีควบคุม พฤติกรรมต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ

2) พฤติกรรมที่แหวกกฎ พฤติกรรมที่ต่อต้านระบบ แทรกแซงการควบคุมและให้ข้อมูลเท็จ ให้ความสำคัญเรื่องส่วนตัวมากกว่าการดำเนินงานขององค์กร

3) การต่อต้านการควบคุม ระบบควบคุมช่วยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล การปฎิบัติการของสมาชิกมากกว่าพฤติกรรม ความรับผิดชอบ ระบบควบคุมสามารถเปลี่ยนความรู้ ความชำนาญ และโครงสร้างาน เปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม ทำให้สมาชิกรู้สึกถูกควบคุม

ตัวอย่างวิเคราะห์  Bureaucratic Control System
บริษัททำการเปิดสาขาใหม่โดยต้องการยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 500 B. ยอดขายปกติที่ทำได้เฉลี่ยที่ 400 B. และมีการตรวจติดตามยอดการขายเป็นระยะ (กำหนดวัดชี้วัด(KPI) ที่ 500 B/บิล )
Step 1 Set Performance standard = ยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยที่ 500 B.
Step 2 Measure Performance = การตรวจติดตามยอดการขายเป็นระยะ (กำหนดวัดชี้วัด(KPI) ที่ 500 B/บิล
Step 3 Comparing performance with the standard = เปรียบเทียบยอดขายในแต่ละช่วงเวลาว่ามียอดเฉลี่ยมากกว่า 500 B ?
      - มากกว่า 500 B แสดงว่า การปฏิบัติงานในการทำยอดขายดีแล้วให้ปฏิบัติต่อไป
      - น้อยกว่า 500 B แสดงว่า การปฏิบัติงานในการทำยอดขายมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติ หรือไม่ก็เป้าหมายที่ตั้งไว้มีค่าที่สูงเกินไป
Step 4 Taking corrective action = ดำเนินการแก้ไขยอดขายให้ได้ตามที่เป้าหมายกำหนด โดยการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การขาย หรือทำการปรับค่ายอดการขายใหม่ให้เป็นค่าที่มีความน่าจะเป็นในการทำ

1.2  ให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง Bureaucratic Control, Market Control และ Clan Control พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

1) Bureaucratic control : การควบคุมที่เป็นทางการ(ทุกองค์การจำเป็นต้องใช้)
- เป็นการควบคุมโดยองค์การจะออกเป็นกฏ เป็นระเบียบ เป็นข้อบังคับ โดยเป็นการกำหนดอย่างเป็นทางการตามสายงาน เพื่อใช้ในการควบคุม เช่น กฏการลา กฏการขาดงาน
- เป็นการควบคุมโดยกำหนดเป็นมาตรฐานล่วงหน้าโดยตั้งเป้าหมายขึ้นมา เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดการทำงาน เช่น KPI
- เป็นการควบคุมโดยกำหนดล่วงหน้าในเรื่องงบประมาณ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสรรและใช้จ่ายในองค์การ

2) Market control : การควบคุมโดยใช้กลไกตลาด เหมาะกับองค์การที่มีสินค้าหลากหลาย มีการแข่งขันที่รุนแรง
- เป็นการควบคุมที่องค์การจะต้องตรวจติดตามยอดขายเพื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เพื่อดูแลรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  และเลือกรักษาผลิตสินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาดที่ดีกว่าคู่แข่ง เช่น รถยนตร์ Honda ที่ยอดขายที่ >,< Toyota ในรถรุ่นเดียวกัน
   ถ้ามียอดขายที่มากกว่า  แสดงว่า สินค้าตัวนี้ดีสามารถผลิตเพิ่มได้ ลูกค้าพอใจในสินค้า
   ถ้ามียอดขายที่น้อยกว่า แสดงว่า สินค้าตัวนี้ไม่ดีพอกับความต้องการของลูกค้า ไม่ควรผลิตเพิ่ม
- เป็นการควบคุมโดนดูต้นทุนของสินค้าและบริการในสินค้าเดียวกัน เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับคู่แข่งว่ามีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้? (เป็นผู้นำทางด้านราคา = ต้นทุนต่ำ กำไรมากขึ้น องค์การได้เงินเพิ่มขึ้น)
- การควบคุมโดยดูการตั้งราคา ต้องตั้งราคาที่สามารถแข่งขันได้ต้องเหมาะสมกับคุณภาพสินค้าของเราไม่สูง&ต่ำจนเกินไป เช่น การตั้งราคาตามนวัตกรรม(เป็นการสร้างความโดดเด่น) ทำให้มีราคาที่สูง แต่ลูกค้ายอมรับ เช่นยาที่เป็นฟิลม์สำหรับคนที่กินยายาก
- ทำให้เราสามารถสำรวจตลาด เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้เรามีส่วนแบ่งที่มากขึ้นได้

3) Clan control : การควบคุมโดยเพื่อนร่วมงาน
เป็นการควบคุมสอดส่องดูแลกันเอง เนื่องจากผู้บริหารไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จึงต้องอาศัยพนักงานดูแลกันเองเป็นทีมงาน โดยให้ทีมรับผิดชอบกันเอง และรายงานต่อผู้บริหาร หรือเป็นการมอบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด(Empowerment)
   Empowerment = ผู้บริหารให้อำนาจ เครื่องมือ ข้อมูล และการสนับสนุนต่างๆแก่ลูกน้องไปตัดสินใจกันเอง ทำกันเองทั้งหมด โดยให้เป้าหมายและแนวทางในการปฏิบัติ ซึ่งจะดูผลลัพธ์ของงานถ้า
   ดี ==> ให้รางวัล คำชมเชย เป้นผลตอบแทน
   ไม่ดี ==> ให้แก้ไขไม่ตำหนิ


8 มกราคม 2557

BUS 6011 : แนวข้อสอบ บทที่ 6 การจัดการระหว่างประเทศ

แนวข้อสอบ บทที่ 6 กลยุทธ์การทำธุรกิจระดับโลก 4 แบบ
ให้บอกลักษณะ และวิเคราะห์ความแตกต่าง ถ้าเป็นผู้บริหารจะเลือกทำแบบไหน เพราะอะไร
ให้สอดคล้องกับลักษณะสินค้าที่เลือก ให้วิเคราะห์และยกตัวอย่างประกอบ


กลยุทธ์การแข่งขันระดับโลก (Global Strategy) 
การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศที่ดีผู้บริหารจะต้องเผชิญกับสภาวะการแข่งขันในตลาดโลกดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยให้องค์กรได้รับความสำเร็จในระดับโลกควรมีการพิจารณาภาพรวมของการทำธุรกิจโลก (Global integration) และควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะกดดันในธุรกิจโลกในภาพรวม (pressures for global integration) ซึ่งหมายถึงการสร้างความพอใจให้แก่ผู้บริโภคในประเทศต่าง การทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นเป็นที่ต้องการของคนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก สภาวะกดดันทางการแข่งขันช่วยลดต้นทุนได้โดยการใช้กลยุทธการประสานกันร่วมมือกันของคู่แข่งขัน (global strategic coordination)

ภาวะกดดันของการตอบสนองของท้องถิ่น (Pressures for Local Responsiveness) ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องปรับตัวในการตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นที่แตกต่างจากเดิมในสถานที่ที่แตกต่างกัน ภาวะกดดันของท้องถิ่นเกิดขึ้นเมื่อ รสนิยมของลูกค้า และความแตกต่างของประเทศต่าง ๆ ในด้านของตัวสินค้า หรือตลาดลูกค้า ต่างกัน  แรงกดดันนี้เกิดขึ้นเมื่อมีความแตกต่างในการปฏิบัติในประเทศต่าง ๆ แตกต่างกัน   ความแตกต่างในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และการขายในประเทศต่าง ๆ    นอกจากนี้ภาวะกดดันของท้องถิ่นได้แก่ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศนั้น

กลยุทธ์การทำธุรกิจระดับโลก 4  วิธีคือ
1. กลยุทธ์ระหว่างประเทศ (International Strategy)  เช่น IBM , McDonald, Microsoft, Toy R Us, P&G
2. กลยุทธ์ข้ามชาติ (Multinational Strategy) เช่น KFC ข้าวลาบไก่
3. กลยุทธ์ระดับโลก (Global Strategy)
4. กลยุทธ์ส่งผ่านข้ามชาติ (Transnational Strategy)

กลยุทธ์ระหว่างประเทศ (International Strategy) หรืิอ Home Country : ยึดนโยบายบริษัทแม่เป็นหลัก
หมายถึง การบริหาร จัดการทางด้านธุรกิจทั้งด้านสินค้า และบริการ จากบริษัทประเทศแม่ไปยังประเทศที่บริษัทมีสาขาตั้งอยู่   โดยรูปแบบของการบริหารและการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงอำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่ไว้ตามที่บริษัทแม้วางไว้   แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทหรือตัวแทนที่อยู่ในต่างประเทศอาจสามารถดำเนินการได้ในบางเรื่องที่ได้มีการตกลงกันไว้ได้ เช่น IBM , McDonald, Microsoft, Toy R Us  และ P&G เป็นต้น

กลยุทธ์ข้ามชาติ (Multidomestic Strategy) หรือ Host Country : ปรับกลยุทธ์ตามสภาพแวดล้อม
หมายถึงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของสาขาในแต่ละท้องถิ่น (Local responsiveness)  การใช้กลยุทธ์นี้จะกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กับผู้บริหารในสาขาต่างๆ เช่น การปรับเปลี่ยนสินค้า และบริการให้เข้ากับผู้บริโภคที่อยุในท้องถิ่น (Customization) ในประเทศนั้นๆ รวมถึงกลยุทธ์ การบริหารและการตลาด เช่น KFC ข้าวลาบไก่  เป็นต้น

กลยุทธ์ระดับโลก (Global Strategy)
หมายถึงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้น ที่จะใช้ความได้เปรียบของประเทศต่างในการดำเนินการบริหารจัดการ ทั้งทางด้านต้นทุน การผลิตสินค้า การบริการ  การตลาด การจักการทรัพยากรมนุษย์ และการเงิน   โดยสินค้า และบริการนั้นจะต้องไดรับการยอบรับจากผู้ใช้สินค้าแลบริการ เนื่องจากสินค้าและบริการทีบริษัทข้ามชาติดำเนินการนั้น อยู่บนมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เช่น การโฆษณา ก็ใช้พรีเซ็นเตอร์คนเดียวในทุกๆประเทศ   ดังนั้น ผู้บริโภคจะเป็นผู้ปรับตัวเข้ากับสินค้าและบริการเอง เช่น น้ำหอม หรือ โรงแรม เป็นต้น 
 
กลยุทธ์ส่งผ่านข้ามชาติ (Transnational Strategy)
หมายถึงกลยุทธ์ที่บริษัทข้ามชาติมุ่งเน้นไปที่การลดต้นทุนการผลิต และการทำให้สินค้าสามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปของแต่ละประเทศ  ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ต้องจำเป็นเพราะคู่แข่งขันที่อยู่ในตลาดเดิมแข่งแกร่งกว่า  ทั้งนี้ บริษัทข้ามชาติจะต้องปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับความต้องการของท้องถิ่นนั้น

7 มกราคม 2557

BUS 6011 : แนวข้อสอบ บทที่ 2 ปัจจัยแวดล้อมภายนอก

บทที่  2 ปัจจัยแวดล้อมภายนอก (The External Environment)

แนวข้อสอบ ดร.ประไพทิพย์ : ให้วิเคราะห์ และยกตัวอย่างประกอบ
- Macroenvironment (ปัจจัยแวดล้อมมหภาค)
- Competitive environment (ปัจจัยแวดล้อมในการแข่งขัน)

Mind Map The External Environment

สภาพแวดล้อมภายนอก (External Environment)  - องค์การเป็นระบบเปิด
-  ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีอิทธิพลต่อ องค์การ และองค์การมีอิทธิพลต่อสภาพแวดล้อมสภาพแวดล้อมภายนอกประเด็นต่าง ๆ ที่มีอิทธิพล ต่อองค์การ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หรือราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
- ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริหารต้องให้ความสนใจ ( relevant : พลังที่เกี่ยวข้อง – ผู้บริหารต้องให้ความสนใจ)

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและสิ่งแวดล้อม 

สภาพแวดล้อมภายนอกประกอบด้วย
1. สภาพแวดล้อมทางการแข่งขัน ( Competitive environment) เป็นสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นทันที และใกล้ชิดกับองค์การ เช่น การอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
2. สภาพแวดล้อมทั่วไปหรือปัจจัยแวดล้อมมหภาค (Macro environment) ปัจจัยพื้นฐานทั่ว ๆ ไปซึ่งมีผลกระทบต่อองค์การ ถ้าเกิดผลกระทบนี้ขึ้นต้องส่งผลกระทบต่อทุกๆ บริษัท เช่น อัตราแลกเปลี่ยน สภาวะอากาศ


Macro Environmental และ Competitive Environmental

สภาพแวดล้อมภายนอก (ใช้วิเคราะห์ โอกาส และ อุปสรรค ) 
- ใช้วิเคราะห์โอกาส เช่น บริษัทได้รับการสนับสนุนด้านกฎหมายจากรัฐบาล เพื่อการเปิดการค้าเสรี หรือบริษัทได้รับการลดหย่อนภาษีจากกรมศุลกากร
- ใช้วิเคราะห์อุปสรรค เช่น การที่บริษัทมีคู่แข่งขันรายหลาย ทำให้บริษัทต้องหากลยุทธ์ใหม่เพื่อต่อสู้

ประกอบด้วย
1 .  สภาพแวดล้อมทางการแข่งขัน (Competitive Environment) เป็นสภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดกับองค์การ เป็นสิ่งที่องค์การต้องเผชิญ ได้แก่ Five Force Model (เวลาสอบต้องดูว่าอาจารย์ให้วิเคราะห์ case อะไร บริษัทนั้นอยู่ในประเทศหรืออยู่ต่างประเทศ เพราะถ้าอยู่ต่างประเทศจะต้องวิเคราะห์ให้กว้างขึ้น)
1.1  คู่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือคู่แข่งขันในธุรกิจ (Rivals) คือ คู่แข่งขันรายเก่า (competitors)
-   สิ่งที่องค์การต้องรู้ใครคือคู่แข่งขัน วิเคราะห์ว่าคู่แข่งใช้กลยุทธ์อย่างไรโต้ตอบและลงมือกระทำก่อนคู่แข่ง
- การแข่งขันจะรุนแรงเมื่อคู่แข่งจำนวนมาก  อุตสาหกรรมเจริญเติบโตช้า  ผลิตภัณฑ์และบริการไม่มีความแตกต่าง
ต้องดูว่า ณ ปัจจุบันบริษัทมีคือใครบ้างที่ทำธุรกิจในอุตสากรรมเดียวกับบริษัทเรา เพราะเขาคือคู่แข่งขันของเรา เราต้องหาวิธีในการเจาะคู่แข่งขันให้ได้ เช่น เราต้องทราบว่าคู่แข่งขันมีเงินลงทุนเท่าไร มีเครือข่ายอย่างไร มี segment อะไรบ้าง (มีการแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างไร) มีกลุ่มเป้าหมายให้การขายผลิตภัณฑ์ให้แก่ใคร เป็นส่วนแบ่งการตลาดเท่าไร มีใครเป็นพันธมิตร การที่บริษัทเรามีคู่แข่งขันจำนวนมาก จะทำให้อุตสาหกรรมเจริญเติบโตช้า เนื่องจากผลิตภัณฑ์และบริการไม่มีความแตกต่าง เช่น AIS กับ DTAC

1.2 ผู้เข้ามาสู่ธุรกิจใหม่ (New entrants)  ก่อให้เกิดภัยคุกคามของผู้เข้ามาสู่ธุรกิจใหม่ (Threat of new entrants) คือ คู่แข่งรายใหม่
 - อุปสรรคของการเข้าสู่ธุรกิจ
 - เงื่อนไขที่ปิดกั้นการเข้ามาของคู่แข่งขันใหม่
 - นโยบายของรัฐ ข้อกำหนดของเงินทุน  เอกลักษณ์ของตรายี่ห้อ ข้อเสียเปรียบด้านต้นทุน และช่องทางการจำหน่าย
ภัยคุกคามจากคู่แข่งขันรายใหม่ บริษัทต้องกีดกันไม่ให้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้ ต้องพยายามสร้างเงื่อนไขที่ปิดกั้นการเข้ามาของคู่แข่งขันใหม่ เช่น การใช้นโยบายของรัฐมาช่วย ได้แก่ การจดสิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ต่างๆ หรือการสร้างแบรนด์เป็นของตนเอง หรือการลงทุนในธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง มี Know-how มีความโดดเด่น เช่น เดิม AIS กับ DTAC แต่ปัจจุบัน มี True มาแบ่งส่วนแบ่งการตลาด 

1.3 สินค้าทดแทน (Substitutes) ก่อให้เกิดภัยคุกคามของสินค้าทดแทน (Threat of Substitutes) 
 - อุปสรรคของสิ่งทดแทน
 - ข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี และประสิทธิภาพ ทางด้านเศรษฐกิจทำให้สินค้าทดแทนเข้ามาแทนที่
 - สินค้าทดแทนสามารถทำให้รายได้ใน อุตสาหกรรมอื่นลดลง
 - บริษัทจำเป็นต้องคิดเกี่ยวกับสินค้าทดแทนด้วย

ถ้ามีสินค้าทดแทนส่งผลให้การแข่งขันสูง เราต้องป้องกันโดยพยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา ทำให้เป็นผู้นำด้านสินค้า กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น BTS หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่เข้ามาแย่งลูกค้าจาก ขสมก. หรือ รถ taxi ดังนั้น รถtaxi ก็ปรับปรุงกลยุทธ์โดยการให้บริการอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น มีศูนย์ taxi  ให้ลูกค้าสามารถเรียกรถผ่านศูนย์ได้ ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ เพราะมีความรวดเร็ว 

1.4 ผู้จัดส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ (Supplier) ก่อให้เกิดภัยคุกคามของผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิต (Threat of Suppliers)
 - เป็นผู้จัดส่งทรัพยากรที่จำเป็นหรับการผลิต
 - อำนาจการต่อรองของผู้จัดส่งสินค้าหรือ วัตถุดิบสามารถลดกำไรขององค์การได้การตั้งข้อสังเกตของสภาพแรงงานระหว่างประเทศ
 - อำนาจการต่อรองของผู้จัดส่งสินค้าหรือวัตถุดิบทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน
 -  อำนาจการต่อรองของผู้จัดส่งกำหนดโดย
 -  สามารถหาผู้จัดส่งรายอื่น ๆ ได้ง่ายหรือไม่
 -  จำนวนลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์ของผู้จัดส่ง
 -  การเคลื่อนย้ายทุน ผู้จัดซื้อต้องเผชิญกับต้นทุนคงที่  เพื่อเปลี่ยนผู้จัด
 -  การสร้างความสัมพันธ์กับผู้จัดส่งเป็นวิธีการใหม่ที่ธุรกิจใช้
วัตถุดิบที่ใช้มีผลกระทบต่อกำไรขององค์การ เราต้องดูว่าเราจะต้องทำอย่างไรให้เรามีอำนาจต่อรองเหนือ supplier คือการแก้ไขคือ เราต้องมี supplier หลายๆ ราย อย่ามีเพียงเจ้าเดียว ต้องพยามสร้างความสัมพันธ์อันดี เป็นต้น

1.5  ลูกค้าหรือผู้บริโภค (Buyers) ก่อให้เกิดภัยคุกคามของลูกค้า (Threat of  Customers)
 - เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือบริการจากองค์การ
 - ลูกค้าคนสุดท้าย  เป็นผู้ซื้อสินค้าสำเร็จรูป
 - ลูกค้าคนกลาง  เป็นผู้ซื้อวัตถุดิบ  หรือสินค้าส่งก่อนที่จะขายสินค้าให้กับลูกค้าคนสุดท้าย
 - การบริการลูกค้า  เป็นการมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการด้วยความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือ
การบริการลูกค้า เป็นการมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการด้วยความรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือ เราจะทำอย่างไรให้ลูกค้ามีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด หรือไม่มีอำนาจต่อรองเลย เช่น บริษัทอาจมีการทำ customers service เช่น มีบริการส่งสินค้าถึงบ้าน มีบริการหลังการขาย มีของแถม มี gift voucher ให้แก่ลูกค้าเพื่อเป็นทางปิดกั้นไม่ให้ลูกค้าต่อรองขอลดราคาสินค้า รวมถึงเราต้องดูด้วยว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร อย่างไร มีกลุ่มใหญ่หรือไม่ มีกำลังซื้อหรือไม่ เพื่อให้เราสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้ คุ้มกับการลงทุน เช่น ถ้าบริษัทเราเป็นบริษัทขนาดใหญ่ กลุ่มลูกค้าของเราก็ต้องกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหญ่ด้วย 

2. สภาพแวดล้อมทั่วไป (Macro environment)
- ปัจจัยทั่ว ๆ ไปของสภาพแวดล้อมภายนอก ซึ่งมีอิทธิพล  ต่อการตัดสินใจทางกลยุทธ์
- ทุกองค์การมักได้รับผลกระทบจาก (ส่วนประกอบ) สภาพแวดล้อมทั่วไป

2.1  กฎหมายและกฎข้อบังคับ (Law and regulations) เช่น  Iso 9001, Iso14001
- เงื่อนไขในการนำกลยุทธ์ ได้แก่อุปสรรค และโอกาส
- กฎข้อบังคับ (regulators)
- กฎข้อบังคับที่เกี่ยวกับองค์การ เป็นภาวะ ที่องค์การต้องให้ความสนใจมากเนื่องจากมีอำนาจในการ  ไต่สวนการปฏิบัติงานของ องค์การ และองค์การต้องให้ความร่วมมือตามกฎหมาย

2.2  เศรษฐกิจ (Economy) เช่น อัตราดอกเบี้ย รายได้ของประชากร
- ความยุ่งยากซับซ้อนของสภาพเศรษฐกิจที่เกิดจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ
- ความสำคัญของปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ (inflation) อัตราการว่างงาน และตลาดหุ้น
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ และความยุ่งยากในการพยากรณ์

2.3 เทคโนโลยี (Technology) เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต 
- ทำให้เกิดการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีทางด้านการผลิต การปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการ และวิธีการติดต่อสื่อสาร
- กลยุทธ์ที่ถูกละเลย การตามหลังคู่แข่งขันในด้าน เทคโนโลยีจะทำให้ธุรกิจต้องล้าหลัง และอาจต้องออกจากธุรกิจไป

2.4  ประชากรศาสตร์ (Demographics) เช่น จำนวนประชากร เพศชายหญิง ระดับการศึกษา ฯลฯ
- การวัดลักษณะต่าง ๆ ของประชากร ได้แก่ อายุ เพศ  ขนาดของครอบครัว ระดับรายได้ ระดับการศึกษา อาชีพ 
- กลุ่มแรงงาน ต้องถูกกำหนดขึ้นเพื่อการกำหนดแผน กลยุทธ์ด้านทรัพยากรมนุษย์
-  อัตราการเจริญเติบโตของประชากรมีอิทธิพลต่อ ขนาดและผลิตผลของแรงงาน
- การเคลื่อนย้ายของประชากร เป็นปัจจัยที่มุ่งความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นของแรงงานซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสีย

2.5 สังคม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ (Social issues and the natural environment) เช่น ความคาดหวังของสังคม ค่านิยม ความเชื่อ
- การบริหารจัดการต้องตระหนักถึงความคิด  และพฤติกรรมของคน บทบาทของสตรีใน ที่ทำงาน
- การจัดสรรผลประโยชน์ (การจัดสวัสดิการสำหรับพนักงานที่อยู่ในท้องถิ่น)
- การปกป้องสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
- ประกอบด้วยองค์การต่าง ๆ ที่มีปฏิสัมพันธ์กัน Michael Porter ได้กำหนด สภาพแวดล้อมทางการแข่งขันไว้ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ
- สามารถต่อสู่กับสภาพการแข่งขัน
- การดำเนินการในสภาพที่เป็นจริง หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการแข่งขัน

3. ปัจจัยแวดล้อมในการแข่งขัน (Rival Firm) ประกอบด้วย
3.1  คู่แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน
  -   สิ่งที่องค์การต้องรู้ใครคือคู่แข่งขัน วิเคราะห์ว่าคู่แข่งใช้กลยุทธ์อย่างไรโต้ตอบและลงมือกระทำก่อนคู่แข่ง
  - การแข่งขันจะรุนแรงเมื่อคู่แข่งจำนวนมากอุตสาหกรรมเจริญเติบโตช้าผลิตภัณฑ์และบริการไม่มีความแตกต่าง

3.2 อุปสรรคของผู้เข้ามาสู่ธุรกิจใหม่ (Threat of new entrants)
 - อุปสรรคของการเข้าสู่ธุรกิจ
 - เงื่อนไขที่ปิดกั้นการเข้ามาของคู่แข่งขันใหม่
 - นโยบายของรัฐ ข้อกำหนดของเงินทุน  เอกลักษณ์ของตรายี่ห้อ ข้อเสียเปรียบด้านต้นทุน และช่องทางการจำหน่าย

3.3 อุปสรรคของสินค้าทดแทน (Threat of Substitutes)
 - อุปสรรคของสิ่งทดแทน
 - ข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี และประสิทธิภาพ ทางด้านเศรษฐกิจทำให้สินค้าทดแทนเข้ามาแทนที่
 - สินค้าทดแทนสามารถทำให้รายได้ใน อุตสาหกรรมอื่นลดลง
 - บริษัทจำเป็นต้องคิดเกี่ยวกับสินค้าทดแทนด้วย

3.4 ผู้จัดส่งสินค้าหรือวัตถุดิบ (Supplier)
 - เป็นผู้จัดส่งทรัพยากรที่จำเป็นหรับการผลิต
 - อำนาจการต่อรองของผู้จัดส่งสินค้าหรือ วัตถุดิบสามารถลดกำไรขององค์การได้การตั้งข้อสังเกตของสภาพแรงงานระหว่างประเทศ
 - อำนาจการต่อรองของผู้จัดส่งสินค้าหรือวัตถุดิบทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน
 -  อำนาจการต่อรองของผู้จัดส่งกำหนดโดย
 -  สามารถหาผู้จัดส่งรายอื่น ๆ ได้ง่ายหรือไม่
 -  จำนวนลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์ของผู้จัดส่ง
 -  การเคลื่อนย้ายทุน ผู้จัดซื้อต้องเผชิญกับต้นทุนคงที่  เพื่อเปลี่ยนผู้จัด
 -  การสร้างความสัมพันธ์กับผู้จัดส่งเป็นวิธีการใหม่ที่ธุรกิจใช้

3.5  ลูกค้า (Customers)
 - เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือบริการจากองค์การ
 - ลูกค้าคนสุดท้าย  เป็นผู้ซื้อสินค้าสำเร็จรูป
 - ลูกค้าคนกลาง  เป็นผู้ซื้อวัตถุดิบ  หรือสินค้าส่งก่อนที่จะขายสินค้าให้กับลูกค้าคนสุดท้าย
 - การบริการลูกค้า  เป็นการมอบสิ่งที่ลูกค้าต้องการด้วยความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือ

4 . การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม  มี concept คือ  
4.1 การประเมินสภาพแวดล้อม เพื่อทราบถึง
-ความสามารถในการแข่งขัน
-ข้อมูลจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนดว่าจะทำอย่างไรจึงจะแข่งขันได้
การพัฒนาแผนล่วงหน้า 
-เพื่อเผชิญกับเงื่อนไขในอนาคต
-แผนล่วงหน้าที่ดีจะอำนวยประโยชน์ แผนล่วงหน้าไม่ดีก็จะส่งผลเสีย
การพยากรณ์
- ทำนายว่าอนาคตจะเปลี่ยนอย่างไร
- ความถูกต้องจะเปลี่ยนไปตามความเกี่ยวข้อง
4.2 การเปรียบเทียบเพื่อความเป็นเลิศ การเปรียบเทียบการปฏิบัติงานขององค์การและเทคโนโลยีกับองค์การอื่น เช่น ค้นหาสาเหตุที่ทำให้ผลการปฏิบัติงานมีความแตกต่าง ซึ่งประกอบด้วย
      1)  การสอดส่องตรวจตราปัจจัยแวดล้อม  (Environmental  Scanning) คือ การประเมินสภาพแวดล้อม เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องมีการ Scanning เพื่อตรวจสอบว่าปัจจัยใดบ้างที่ผลกระทบต่อเรา ทางเป็นด้านบวก- ถือเป็นโอกาส และถ้าเป็นด้านลบ - ถือเป็นภัยคุกคาม
 - ค้นหาและแยกประเภทของข้อมูลที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
 - ความสามารถในการแข่งขัน การหาข้อมูลเชิงลับเกี่ยวกับการแข่งขัน
 - ข้อมูลจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนดว่าจะทำอย่างไร จึงจะแข่งขันได้
 - ความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมที่ แตกต่าง
 - สภาพแวดล้อมที่ดี(น่าสนใจ) จะช่วยให้องค์การ ได้เปรียบในการแข่งขัน
 - สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี (ไม่น่าสนใจ) จะทำให้องค์การเสียเปรียบในการแข่งขัน

        2) การพัฒนาโครงการหรือแผนการล่วงหน้า (Scenario Development) เป็นการสร้างสถานการณ์จำลองหรือการมองภาพในอนาคต ถ้ามองในแง่ดี เรียกว่า good year แต่ถ้ามองในแง่ร้ายเรียกว่า bad year
- แผนการล่วงหน้า(Scenario) การเตรียมการเพื่อเผชิญ  กับเงื่อนไขในอนาคต
- แผนการล่วงหน้าที่ดี ก็จะอำนวยประโยชน์ให้เกิดความมั่นคง แผนการล่วงหน้าไม่ดีก็จะส่งผลเสีย

        3) การพยากรณ์หรือการคาดการณ์ล่วงหน้า (Forecasting) ใช้ตัวเลขทางสถิติเป็นปัจจัยพื้นฐาน เช่น ปัจจุบันมีการใช้รถยนต์ปริมาณเพิ่มขึ้นเท่าไร เพื่อใช้คาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมัน คาดการณ์การสร้างปั้มน้ำมันให้เพียงพอกับความต้องการ โดยต้องพิจารณาอัตราดอกเบี้ย และการลงทุนในภาคเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย เป็นต้น
- วิธีการทำนายว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร
- ความถูกต้อง จะแปรเปลี่ยนไปตามความเกี่ยวข้อง
- การพยากรณ์จะมีประโยชน์มาก เมื่อสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างแม่นยำ

         4)  การเปรียบเทียบเพื่อความเป็นเลิศ (Benchmark) หรือการเปรียบเทียบกับผู้นำในอุตสาหกรรม
กระบวนการในการเปรียบเทียบการปฏิบัติงานขององค์การและเทคโนโลยีกับองค์การอื่น
- เลือกองค์การที่มีผลการปฏิบัติงานที่ดีที่สุดเป็นต้นแบบ
- ทีมงานที่รับผิดชอบต้องรวบรวมข้อมูลด้านการปฏิบัติงานขององค์การเปรียบเทียบกับองค์การที่เลือกเป็นต้นแบบ  และหาความแตกต่าง
- ค้นหาสาเหตุที่ทำให้ผลการปฏิบัติงานมีความแตกต่างกัน

5. การตอบสนองต่อปัจจัยแวดล้อม ( Responding to the Environment)

5.1  การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม  (Adapting to the empowerment)
 - ปรับโครงสร้างองค์การและกระบวนการทำงาน 
 - ความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมที่เกิดจากความซับซ้อนทำให้ธุรกิจมีแนวโน้มที่จะกระจายอำนาจในการตัดสินใจ
 - การมอบอำนาจ (empowerment) กระบวนการในการมีส่วนร่วมของพนักงาน
 - ทำให้พนักงานมีความเชื่อมั่นในความสามารถในการปฏิบัติงานของตนมากขึ้น
ระบบราชการ (Bureaucracy) เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่คงที่องค์การแบบมีชีวิต หรือองค์การที่ เคลื่อนไหว (organic) มีความยืดหยุ่นเหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

- การปรับตัวในเรื่องสำคัญ
1. Adapting at the boundaries (การปรับที่ supply / demand ) เป็นการปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า
2. Adapting at the core ( การปรับตัวที่กระบวนการผลิต)
กระบวนการที่ยืดหยุ่น  
  - การยอมให้ปรับด้านเทคนิคที่สำคัญ ๆ ลูกค้าจำนวนมาก
  - ใช้ระบบเครือข่ายในการดำเนินงานที่เป็นอิสระในแต่ละกระบวนการที่เจาะจง
ความแตกต่างกันของมาตรฐานในผลิตภัณฑ์ และบริการถูกกำหนดโดยลูกค้า

5.2 อิทธิพลของสภาพแวดล้อม
การตอบสนองเชิงรุก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
 - กิจกรรมที่อิสระ (Independent action) ทำได้ด้วยตนเอง  เป็นกลยุทธ์ที่องค์การได้เปลี่ยนทิศทางไปตามความเคลื่อนไหวของสภาพแวดล้อม
 - การร่วมมือ ทำได้ด้วยการร่วมมือกับผู้อื่น เป็นกลยุทธ์ที่ใช้เกิดจากการร่วมมือกันของสององค์การขึ้นไป เพื่อจัดการกับสภาพแวดล้อมภายนอก
กิจกรรมที่อิสระ (Independent Action)

กลยุทธ์หลีกเลี่ยง (Strategic  Maneuvering)

5.3 การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
 - กลยุทธ์หลีกเลี่ยง (strategic  maneuvering) ความพยายามอย่างมีสติที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของการแข่งขัน
 - ความก้าวหน้า (prospectors)หรือ ผู้ริเริ่ม  -  ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการ
 - หาผลิตภัณฑ์และตลาดใหม่
 - ทำให้เกิดความหลากหลาย และการรวมธุรกิจ
 - เข้าสู่ธุรกิจใหม่
 - การป้องกัน (defender) หรือ ผู้ป้องกัน  
 - ธุรกิจจะอยู่อย่างคงที่มี ผลิตภัณฑ์และตลาดค่อนข้างจำกัด ใช้กลยุทธ์หลีกเลี่ยง
การเปลี่ยนแปลงปัจจัยให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม(Change  appropriate  elements of the  environment)
มุ่งเน้นปัจจัย (Focus  on elements)
-  สาเหตุของปัญหาในองค์การ
-  แสวงหาโอกาส
-  ยอมปรับเปลี่ยนองค์การเพื่อความสำเร็จ
เลือกการตอบสนองโดยเน้นที่ปัญหาโดยตรง
- เน้นการแข่งขันที่รุนแรงและการสยบ
- เลือกตอบสนองที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดและต้นทุนต่ำสุด
- เน้นการวางแผนทางการเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาว

สภาพแวดล้อมภายใน  (ใช้วิเคราะห์ จุดอ่อน และ จุดแข็ง )
1. สถานะทางการเงิน  ตัวชี้วัด ได้แก่ อัตราส่วนทางการเงิน 
2. ตำแหน่งของผลิตภัณฑ์  ได้แก่  พิจารณาส่วนแบ่งทางการตลาด เปรียบเทียบราคากับคู่แข่งขัน ความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อสินค้าของบริษัท  
3. ความสามารถทางการตลาด มีช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างไร มีความพร้อมในการพัฒนาสินค้าหรือไม่
4. โครงสร้างองค์การ  พิจารณาจากองค์การมีโครงสร้างอย่างไร  อำนาจ ความรับผิดชอบมีการแบ่งชัดเจน หรือไม่ ขั้นตอนการตัดสินใจ เป็นต้น
5. การบริหารทรัพยากรมนุษย์  พิจารณาจาก การฝึกอบรม ระบบการจ่ายค่าตอบแทน ระบบประเมินผล      การช่วยเหลือพนักงาน (สวัสดิการ)
6. เครื่องมืออุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวก  ความทันสมัยของเครื่องมืออุปกรณ์ ระบบการผลิตของบริษัทมีความทันสมัย และเหมาะสมหรือไม่  เป็นต้น
7. วัตถุประสงค์และกลยุทธ์เก่าของบริษัท พิจารณาจาก กลยุทธ์เก่าประสบผลสำเร็จหรือไม่ อะไรคือ          วัตถุประสงค์เก่าที่ธุรกิจกำหนดในอดีต

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน โดยทำการวิเคราะห์ - 7Ss Model 
 1. กลยุทธ์ (Strategy) เพื่อสร้างข้อได้เปรียบคู่แข่งขัน
 2. โครงสร้าง(Structure) ขององค์การ เพื่อการมอบหมายงาน และแบ่งงานการทำอย่างถูกต้องเหมาะสม
 3. ระบบ(System) ต่างๆ ในองค์การ เช่น ระบบการผลิต ระบบการควบคุมคุณภาพ ระบบการเงิน
 4. สไตส์ (Styte) ในการบริหารงานของผู้บริหารควรปรับปรุงหรือไม่
 5. พนักงาน (Staff) ในองค์การมีศักยภาพมากน้อยเพียงใด
 6. ค่านิยม (Shared Value) ร่วมกันของคนในองค์การ
 7. ทักษะ (Skill) ขององค์การ และคนขององค์การ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันเป็นอย่างไร

ขอบคุณ IT Smart5

ตัวอย่างการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมมหภาค (The external environment)
Macro Environment   = ปัจจัยแวดล้อมมหภาค

Competitive Environment  = ปัจจัยแวดล้อมในการแข่งขัน


30 ธันวาคม 2556

BUS 6011 : เขียนแผนธุรกิจในฝัน

รายงาน : แผนธุรกิจ อ.ประไพทิพย์

1. คิดธุรกิจใหม่ขึ้นมา / ใส่ความแตกต่างลงไป / มีนวัตกรรมเข้ามาเสริม คิดเป็น business idea

2. คิดชื่อต้องน่าสนใจ ต้องดึงดูดให้อยากรู้

3. แรงบันดาลใจมาจากอะไร (บรรยายเป็นภาพประกอบด้วย)

4. ลักษณะธุรกิจ (ใช้รูปภาพประกอบผลิตภันณฑ์)
    - มีบริการอะไร ต้องมี logo / website / location / khow-how

5. Mission / Vision / Goal เป็นข้อๆ ไม่ต่ำกว่า 5 ข้อ
    - Mission ไม่ต่ำกว่า 5 ข้อ
    - Vision ไม่ต่ำกว่า 5 ข้อ
    - Goal ระยะสั้น 5 ข้อ, Goal ระยะยาว 5 ข้อ

6. เขียนวิเคราะห์ SWOT (SWOT Analysis) ต้องเขียนเป็นข้อๆ
    - จุดแข็ง ไม่ต่ำกว่า 10 ข้อ
    - จุดอ่อน ไม่ต่ำกว่า 5 ข้อ
    - โอกาส ไม่ต่ำกว่า 10 ข้อ
    - อุปสรรค ไม่ต่ำกว่า 5 ข้อ
   SWOT Analysis เป็นการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภาพในองค์กรระหว่างจุดแข็งกับจุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง รู้จักสภาพแวดล้อม และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกระหว่างโอกาสกับอุปสรรค เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอกองค์กร

7. นำผลวิเคราะห์มาใช้ในตาราง TOWS ต้องได้ Growth หรือ SO เท่านั้น
    TOWS Matrix คือการนำผลลัพธ์ของการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis)
    ทั้งภายในและภายนอก มาวิเคราะห์รวมกันเพื่อเสริมจุดแข็งและขจัดจุดอ่อน

8. กลยุทธ์ for growth (หนังสือ 4 - 13)
    - กลยุทธ์แนวราบ 5 ข้อ
    - กลยุทธ์แนวดิ่ง 5 ข้อ
    - กลยุทธ์แยกไลน์ผลิตภัณฑ์ 5 ข้อ
    - กลยุทธ์ที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเดิมแต่เอื้อต่อธุรกิจเดิม 5 ข้อ

9. - กลยุทธ์ต้นทุนต่ำ 5 ข้อ    (หนังสือ 4-15, 4-16)
    - กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง 5 ข้อ
    - กลยุทธ์ระดับหน้าที่ทำงาน 5 ข้อ
    - กลยุทธ์ลงมือทำ 5 ข้อ

10. Organization charts


ข้อมูลเพิ่มเติม:
SWOT Analysis
เป็นการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค โดยพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภาพในองค์กรระหว่างจุดแข็งกับจุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง รู้จักสภาพแวดล้อม และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกระหว่างโอกาสกับอุปสรรค เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งการวิเคราะห์จะทำให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะนั้นและแนวโน้มที่เกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดกลยุทธ์และการดำเนินตามกลยุทธ์ขององค์กรที่เหมาะสมต่อไป
(1) จุดแข็ง (Strengths) เป็นการวิเคราะห์ถึงข้อดี จุดเด่นหรือจุดแข็งของส่วนประสมทางการตลาด (4 P’s) และทรัพยากรขององค์กร เช่น จุดแข็งด้านการเงิน จุดแข็งด้านการผลิต จุดแข็งด้านการบิรการงานและทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
(2) จุดอ่อน (Weakness) เป็นการวิเคราะห์ถึงข้อเสีย จุดด้อยหรือจุดอ่อนของส่วนประสมทางการตลาด (4 P’s) และทรัพยากรขององค์กร เช่น จุดแข็งด้านการเงิน จุดแข็งด้านการผลิต จุดแข็งด้านการบิรการงานและทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
(3) โอกาส (Opportunities) เป็นการวิเคราะห์ ข้อได้เปรียบ ปัจ จัยที่เอื้ออำนวยต่อบริษัทจากสภาพแวดล้อมภายนอก ได้แก่ คู่แข่ง ลูกค้า ผู้ขายปัจจัยการผลิต รวมถึง สภาพ PEST ซึ่งจุดอ่อนของคู่แข่งขันก็ถือว่าเป็นโอกาสของบริษัทที่จะตีจุดอ่อนของคู่แข่ง
(4) อุปสรรค (Threats) เป็นการวิเคราะห์ข้อเสียเปรียบ หรือปัญหาขององค์กร จากสภาพแวดล้อมภายนอก ได้แก่ คู่แข่ง ลูกค้า ผู้ขายปัจจัยการผลิต การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยี เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องและขจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้น

TOWS Matrix 
หลังจากที่มีการประเมินสภาพแวดล้อมโดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดแล้ว   ก็จะนำมาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบแมตริกซ์โดยใช้ตารางที่เรียกว่า TOWS Matrix   โดย TOWS Matrix เป็นตารางการวิเคราะห์ที่นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดออกมาเป็นกลยุทธ์ประเภทต่าง ๆ

ในการนำเทคนิคที่เรียกว่า TOWS Matrix มาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อกำหนดกลยุทธ์นั้น จะมีขั้นตอนการดำเนินการที่สำคัญ 2 ขั้นตอน ดังนี้
1. การระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด โดยที่การประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นการระบุให้เห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนจะเป็นการประเมินภายในองค์การ ส่วนการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นโอกาสและข้อจำกัดจะเป็นการประเมินภายนอกองค์การ กล่าวได้ว่า ประสิทธิผลของการกำหนดกลยุทธ์ที่ใช้เทคนิค TOWS Matrix นี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัด ที่ละเอียดในทุกแง่มุม เพราะถ้าวิเคราะห์ไม่ละเอียดหรือมองไม่ทุกแง่มุม จะส่งผลทำให้การกำหนดกลยุทธ์ที่ออกมาจะขาดความแหลมคม

2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจุดแข็งกับโอกาส จุดแข็งกับข้อจำกัด จุดอ่อนกับโอกาส และจุดอ่อนกับข้อจำกัด ซึ่งผลของการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในข้อมูลแต่ละคู่ดังกล่าว ทำให้เกิดกลยุทธ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท คือ
   1) กลยุทธ์เชิงรุก (SO Strategy) ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาสมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในเชิงรุก ตัวอย่าง กรมธนารักษ์ มีจุดแข็ง คือ ความสามารถในการผลิตเหรียญ และมีโรงกษาปณ์ที่ทันสมัย มีโอกาส คือ สามารถหารายได้จากการผลิตเหรียญได้ ทั้งหมดสามารถนำมากำหนดกลยุทธ์ในเชิงรุก คือ กลยุทธ์การรับจ้างผลิตเหรียญทุกประเภททั้งในและต่างประเทศ
   2) กลยุทธ์เชิงป้องกัน (ST Strategy) ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและข้อจำกัดมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นอกลยุทธ์ในเชิงป้องกัน ทั้งนี้เนื่องจากองค์การมีจุดแข็ง ขณะเดียวกันองค์การก็เจอกับสภาพแวดล้อมที่เป็นข้อจำกัดจากภายนอกที่องค์การควบคุมไม่ได้ แต่องค์การสามารถใช้จุดแข็งที่มีอยู่ในการป้องกันข้อจำกัดที่มาจากภายนอกได้ ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มีจุดแข็ง คือ เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสการศึกษาให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันมีข้อจำกัด คือ งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมีไม่เพียงพอที่จะสามารถจัดตั้งหน่วยงานของตนเองอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศได้     ทั้งหมดสามารถนำมากำหนดกลยุทธ์เชิงป้องกัน คือ กลยุทธ์การสร้างความร่วมมือกับโรงเรียนในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ
  3) กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO Strategy) ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาสมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในเชิงแก้ไข ทั้งนี้เนื่องจากองค์การมีโอกาสที่จะนำแนวคิดหรือวิธีใหม่ ๆ มาใช้ในการแก้ไขจุดอ่อนที่องค์การมีอยู่ได้ ตัวอย่าง ระบบราชการมักมีจุดอ่อน คือ มีขั้นตอนการทำงานที่ยาว ใช้เวลามาก ขณะเดียวกันก็มีโอกาส คือ โอกาสของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ ทั้งหมดสามารถนำมากำหนดกลยุทธ์เชิงแก้ไข คือ กลยุทธ์การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการบริหารจัดการและในกระบวนการทำงานของราชการให้มากขึ้น (e-Administration)
  4) กลยุทธ์เชิงรับ (WT Strategy) ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและข้อจำกัดมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในเชิงรับ ทั้งนี้เนื่องจากองค์การเผชิญกับทั้งจุดอ่อนและข้อจำกัดภายนอกที่องค์การไม่สามารถควบคุมได้ ตัวอย่าง ประเทศไทย จุดอ่อน คือ ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ประกอบกับพบข้อจำกัด คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งหมดนำมากำหนดกลยุทธ์ในเชิงรับ คือ กลยุทธ์การรณรงค์ประหยัดพลังงานทั่วประเทศอย่างจริงจัง และกลยุทธ์การหาพลังงานทดแทนที่นำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศที่มีอยู่มาใช้มากขึ้น

KNOW-HOW 
คือสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการได้รับทราบมาโดยตลอดว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ หรือประโยคที่ว่า  “ธุรกิจที่ดีต้องมี Know-how”  โดย Know-how นี้ คือการที่รู้ว่าจะทำอย่างไร (How) หรือรู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับความรู้ (knowledge) ที่มีอยู่หรือได้รับการถ่ายทอดมา

10 พฤศจิกายน 2556

BUS 6011 : Human Resource Management

บทที่ 10 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management)
บรรยาย โดย ดร.นารินี แสงสุข


ด้วยการตระหนักว่าคนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญต่อการพัฒนาความสามารถใน การแข่งขันให้กับองค์กร และเป็นแรงขับเคลื่อนสู่ความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ โดยเฉพาะตอนนี้หลายๆ องค์กรโดยเฉพาะองค์กรใหญ่ ต่างมีการจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานทั้งนั้น แล้วท่านเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมจึงต้องมีการจัดฝึกอบรม เพราะเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้วพบว่า

การฝึกอบรมนั้นมีมาเพื่อการพัฒนาคน คำถามคือ แล้วเพราะอะไรเราถึงจะต้องพัฒนาคนด้วยครับ สู้เอาเงินลงทุนไปพัฒนาเครื่องยนต์ หรือนำไปลงทุนเพิ่ม เพื่อพัฒนาองค์กรในทางอื่นๆ ไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งที่เราจำเป็นต้องพัฒนาคนอย่างสม่ำเสมอนั้น มีเหตุผลประการหลักๆ ครับ ได้แก่

คน เป็นแรงขับเคลื่อนขององค์กร
คน ต้องพัฒนาตลอดเวลา
คน ต้องก้าวทันเทคโนโลยี

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตคือการเรียนรู้ ดังนั้นเมื่อมีชีวิตอยู่ก็ยังต้องเรียนรู้กันต่อไป ซึ่งการเรียนรู้ของแต่ละคนก็มีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป แต่การเรียนรู้นั้นจะเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิตของเราแม้ว่าเราจะไม่ใช่นักเรียนแล้วก็ตาม การเรียนรู้ก็ยังคงมีอยู่เสมอ เช่น การเรียนรู้ในการทำงาน และด้วยแนวคิดของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และประสบการณ์จากการทำงานด้านการ พัฒนาคนกว่า 7 ปีจึงทำให้มีโครงการทำบริษัทฝึกอบรมขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกของตลาดในการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งด้านคุณภาพของเนื้อหาวิชาการ วิทยากรที่มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอด รวมถึงราคาที่เป็นมาตรฐาน บวกกับฐานการสร้างแบรนด์จากหนังสือที่เขียน การทำธุรกิจด้านการให้บริการฝึกอบรมที่เคยทำตอนทำงานประจำ พี่เลี้ยงที่ดีในการเป็นพันธมิตรด้านการให้บริการฝึกอบรม จึงทำให้ผมเกิดแนวคิดที่อยากจะทำบริษัทด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กร ขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้คนหรือองค์กรที่ต้องการพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ ด้วยไอเดียนี้จึงทำให้เกิด บริษัท ด็อกเตอร์ฟิช จำกัด ขึ้นมา

พื้นฐานของการทำธุรกิจของผมนั้น เกิดจากแรงบันดาลใจของการเป็นผู้ให้ ผมรักที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งทำให้เกิดเป้าหมายชีวิตอยู่ 3 ประการ คือ วิทยากร นักเขียน และที่ปรึกษา และในเมื่อก่อเกิดเป้าหมายก็พยายามสร้างเป้าหมายนั้นให้เป็นจริงด้วยการลง มือทำ จนประสบความสำเร็จใน 2 ปีได้ออกจากงานประจำมาประกอบอาชีพอิสระทั้ง 3 ด้าน แต่ก็ยังคิดไม่หยุด เพื่อต่อยอดไอเดียจากการทำงานด้านฝึกอบรมที่คิดว่าถ้าหันมาจับธุรกิจด้านการให้บริการด้านการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบแล้ว คงช่วยพัฒนาคนได้อีกมากมาย จึงทำให้เกิดแนวคิดอยากทำ บริษัทด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์กร ขึ้นเพื่อบริการด้านความรู้ต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ

BUS 6011 : Management and Organizational Behavior

BUS 6011 การจัดการและพฤติกรรมองค์การ 
Management and Organizational Behavior

บทที่ 1 การจัดการ (Managing)
บทที่ 2 ปัจจัยแวดล้อมภายนอก (The External Environment) 
บบที่ 3 การตัดสินใจสำหรับผู้บริหาร (Managerial Decision Making)
บทที่ 4 การวางแผนและการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Planning and Strategic Management)
บบที่ 5 จริยธรรมและความรับผิดชอบขององค์การธุรกิจ (Ethics And Corporate Responsibility)
บทที่ 6 การจัดการระหว่างประเทศ (International Management)
บทที่ 7 การจัดตั้งธุรกิจใหม่ (New Ventures)
บทที่ 8 โครงสร้างองค์การ (Organization Structure)
บทที่ 9 องค์การที่ไวต่อการตอบสนอง (The Responsive Organization)
บทที่ 10 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management)
บทที่ 11 การบริหารจัดการ กลุ่มการทำงานที่มีแรงขับเคลื่อนหลากหลาย (Managing The Driverse Workforce)
บทที่ 12 ภาวะผู้นำ (Leadership)
บทที่ 13 การสร้างแรงจูงใจ  (Motivating for Performance)
บทที่ 14 Teamwork
บทที่ 15 การติดต่อสื่อสาร (Communications)
บทที่ 16 การควบคุมในการจัดการ (Managerial Control)
บทที่ 17 การจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Managing Technology and Innovation)
บทที่ 18 การสร้างสรรค์และการจัดการความเปลี่ยนแปลง (Creating and Managing Change)

เอกสารประกอบการบรรยาย โดย
ผศ.ประไพทิพย์ ลือพงษ์
ดร.นารินี แสงสุข

อยากรู้เรื่องทฤษฎีการตลาดกับผู้เชี่ยวชาญ ผมแนะนำ M.B.A. (Marketing) Ramkhamkaeng .. แต่ถ้าอยากรู้ว่าเรียนการตลาดแล้วจะประยุกต์ใช้กับธุรกิจประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินได้อย่างไร คุณต้องมีโค้ชแนะนำ ครับ

วางแผนการเงินกับ #finadvisor #ความมั่งคั่งเริ่มต้นที่นี่ finadvisor.co
โค้ชส่วนตัว ช่วยวางแผน

×
News